Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 2 – โกเบ เมืองแห่งศิลปะและดีไซน์

posted in: JAPAN, KANSAI, TRAVEL | 0
Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 2 – โกเบ เมืองแห่งศิลปะและดีไซน์


 

04.11.2015 : KITANO – STEAKLAND – SIGGRAPH 2015 / KOBE FASHION MUSEUM

สวัสดีค่าา กลับมาเที่ยวกับเรากันต่อ หลังจากตอนที่แล้วเราไปเที่ยวโอซาก้ากันมาแล้ว คราวนี้เราจะไปกันที่ โกเบ

พูดถึงโกเบ ใครๆก็จะนึกถึงแต่เนื้อโกเบ เราเองก็เหมือนกัน แต่พอได้มาทำความรู้จักกับโกเบจริงๆแล้ว เราก็พบว่า โกเบ มีอะไรมากกว่าที่เราคิด

เช้าวันนี้ เราก็ตื่นกันสายๆ แบบไม่เร่งรีบ (จริงๆก็ทุกวันอะ ฮ่าๆๆ)

 

 

วันนี้เราจะเริ่มเปิดใช้ Kansai Wide Area Pass เป็นวันแรก เริ่มจากนั่งรถไฟไต้ดินไปที่สถานี Shin Osaka

ในทริปนี้ เราจอง Pass ล่วงหน้า ผ่านเว็บไซต์ของ JR WEST แล้วพิมพ์ใบจองมาแลกเป็น Pass

และจ่ายเป็นเงินเยนที่ญี่ปุ่นเลย ใครสนใจวิธีนี้ สามารถไปจองได้ที่

https://entry.jr-odekake.net/webapp/form/18254_cabb_5/index.do

 

เจอกับ Salary man เต็มสถานีไปหมด

 

 

มาถึงสถานี Shin Osaka เราก็ตรงไปที่ JR West Japan Travel Corner เสร็จแล้ว ก็ไปขึ้น Shinkansen กันเลยย

 


 

ขบวนที่เราได้ขึ้นไปโกเบ ก็คือคุณ Sakura ที่เราเคยขึ้นตอนไป Kyushu ด้วยแหละ ขบวนนี้จะวิ่งเชื่อมระหว่าง Osaka ไปจนถึง Kyushu เลย

 


 

ก่อนขึ้น เราสามารถตรวจสอบดูได้ว่า เราจะต้องขึ้นที่ตู้ไหน ได้จากตรงนี้เลย

 

 

เติมพลังด้วย Haagen-Dazs กันก่อนน

 

 

นั่งแค่แป๊บเดียว ราวๆสิบนาที เราก็มาถึงโกเบแล้วว

 


 

เดินออกมาด้านนอก แดดสดใส ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสด แถมหน้าสถานีก็มีดอกไม้เต็มเลย ช่างเป็นเมืองที่สดใสจริงๆ

 






 

พอมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นว่า สถานี Shin Kobe แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาเลย
ตอนเรานั่งรถไฟมา ก็ผ่านอุโมงลอดภูเขาเป็นทางยาวเลยแหละ

 

 

เป้าหมายแรกของเราในโกเบนี้ คือย่าน Kitano เป็นย่าน ที่เคยเป็นบ้านพักอาศัยของชาวยุโรป ซึ่งเข้ามาทำการค้าในโกเบ
บัจจุบันก็เลยยังหลงเหลือสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอยู่ บ้านต่างๆก็เปลี่ยนแปลงเป็นร้านค้าและพิพิธภัณฑ์ ให้คนเข้าชมได้
โดยเราต้องเดินทะลุผ่าน โรงแรม ANA Crown Plaza ออกมา

 



 

ระหว่างทางเดินในเมือง เราก็เจอดอกไม้สวยๆตลอดทางเลย

 

 

ท้องฟ้าสีฟ้าสดกับอากาศเย็นสบายๆแบบนี้ มันช่างทำให้สดชื่นจริงๆ

 

บนหัวเสาเล็กๆที่กั้นระหว่างถนนกับทางเดิน ทุกเสาก็จะเป็นลวดลายของ Kitano คล้ายๆกับบนฝาท่อ ของที่ต่างๆในญี่ปุ่น

 

 

โอ๊ยยยย ญี่ปุ่นนี่ขี้โกงจริงๆ แค่ไม้เลื้อยตามบ้าน ก็ยังสวยขนาดนี้ แถมยังเปลี่ยนสีอีก จะอาวววววววว

 


 

จากทุกๆเมืองที่เคยไปมา เราว่าตึกในโกเบ สวยที่สุดแล้ว ดูมีดีไซน์ และตั้งใจออกแบบมากๆ หยุดถ่ายรูปกันแทบจะทุกสิบก้าว ฮ่าๆๆ

 



 

ถึงทุกๆอย่างจะดูสวยงาม ทันสมัย แต่ระหว่างทาง เราก็ยังเจอศาลเจ้าเล็กๆน่ารัก ที่ดู ญี่ปุ๊นนญี่ปุ่น อยู่ด้วย สมเป็นญี่ปุ่นจริงๆน่ะแหละ

 

เริ่มเข้าสู่ย่าน Kitano กันแล้ว

 




 

การมาที่ย่าน Kitano ถ้าไม่อยากเดิน ก็สามารถนั่งรถ City Loop Bus มาได้เช่นกัน

 


 

นี่คือบ้านพิพิธภัณฑ์หลังแรกที่เราผ่าน Ben’s House ถือเป็นบ้านที่เก่าแกที่สุดหลังนึงของ Kitano
แต่…เราไม่ได้เข้าไป ก็แหมมม มันมีเยอะซะขนาดเนี้ยย เราก็เลยอดทนเอาไว้ เข้าแค่หลังหลักๆละกันน

 

 

แต่ถ้าใครอยากเข้า ก็มีตั๋วเหมาหลายแบบ สำหรับเลือกเข้าชมได้ ตั้งแต่ 9-2 คฤหาสน์

 

 

ฝั่งตรงข้ามของ Ben’s House จะมีทางเล็กๆ พาเราขึ้นเนินเขา ไปชมบ้านต่างๆ ที่อยู่กระจายกันอยู่ทั่วๆเนินเขา

 


ผ่าน Kobe Kitano Museum ที่มี Museum Cafe แสนน่ารักตั้งอยู่ด้านหน้า

 



 

เดินต่อมาเราก็เจอกับบ้านอีกหลัง คือ Rhine House  ซึ่งหลังนี้เป็นหลังเดียว ที่ไม่เก็บค่าเข้าชมด้วยย

 


 

แต่ว่าาาาา ตอนที่เราไปนั้น Rhine House ปิดปรับปรุงค่าาาา (ทำไมไปไหนก็เจอแต่อะไรปิดอีกแล้ววว)

 

 

แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อย เราก็ยังสามารถเดินเล่นรอบๆบ้านได้

 



 

ปั๊มตัวปั๊มได้ด้วยย

 

ตึกนี้ ไม่แน่ใจว่าเป็นบ้านหรือโรงแรม แต่ดูสวยแปลกตามากเลย

 

 

ระหว่างทางก็มีสวนสาธารณะและร้านขายของเล็กๆน่ารักๆอยู่ด้วยย

 


 

ทางเดินและบ้านแถวนี้ก็สวยและเงียบสงบ

 



 

แล้วเราก็ทะลุออกมาเจอกับ Weather Cock House บ้านที่เหมือนเป็นสัญญลักษณ์ของย่าน Kitano

 

 

และมี ศาลเจ้า Kitano อยู่ใกล้ๆ

 


 

ภาพของ Weather Cock House สีแดงเข้ม ที่ตัดกับฟ้าสีฟ้า และใบไม้สีเขียว มันช่างสวยงามจริงๆ

 

ว่าแล้วก็เข้าไปกันเลย

 


 

บ้านกลังนี้ เป็นบ้านของพ่อค้าชาวเยอรมันชื่อ Thomas กับภรรยาและลูกสาว
ภายในตกแต่งให้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาที่มีคนอาศัยอยู่

 



 

เหมือนเข้าไปอยู่ในบ้านของ Marnie ใน When Marnie was there เลย

 





 

ออกจาก Weather Cock House เราก็มาเจอกับ คุณลุงใจดี

 

 

นั่งเป่า Saxophone อยู่หน้า Moegi House ที่อยู่ใกล้ๆกัน

 


 

ใบเมเปิ้ลที่นี่ก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วววว

 

จริงๆบนเขายังมีบ้านที่เปิดให้เข้าชมอีกหลายหลัง แต่ว่า เนื้อโกเบ รอเราอยู่ เราก็เลยค่อยๆล่าถอยกันออกมาา
แวะเติมพลังกันด้วย Soft Cream นมสดๆ จาก Kobe Rokko Farm

เราเลือกแบบเป็น Float รสนม บนน้ำองุ่นปั่น อร่อยมากกกกกกกก นมก็หวานมันนุ่มนวลสุดๆ
น้ำองุ่นปั่นก็สัมผัสได้เลยว่าทำมาจากองุ่นจริงๆ ไม่ใช่น้ำหวานธรรมดาๆ ยิ่งผสมกันยิ่งหวานอมเปรี้ยวลงตัวสุดๆ

เรามาหยุดแวะกับร้าน Kobe Kasamidori Honpo เป็นร้านขนม มีเมนูเด็ดคือ Cheese cake หอมนุ่ม พุดดิ้ง ช็อคโกแลตมูส และขนมอื่นๆ
ที่แพคเกจสวยมากๆ เราเลือกซื้อกลับมาหนึ่งกล่อง

 


 

เดินผ่านร้านค้า และตึกสวยๆกันไปเรื่อยๆ

 






 

ไม่นาน เราก็มาถึงแถวสถานี Sannomiya เพื่อเป้าหมายของเรามื้อกลางวันนี้

 

คือเนื้อ Kobe ที่ร้าน SteakLand นั้นเองงงง ซึ่งได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนของเราคนนึง ที่มาต่อคิวไว้ให้ก่อน เพราะคิวจริงๆยาวมากก
Steakland จะมีอยู่ 2 ร้าน ส่วนใหญ่คนจะไปกันที่ร้านด้านนอก คนจะเยอะมาก มีคิวยาวเลยทีเดียว

 

แต่เดี๋ยวก่อน เดินเลยจากร้านแรกมานิดหน่อย เราจะเจอกับป้ายบอกให้เลี้ยวขวาเข้าซอย แล้วจะมีลิฟท์ให้ขึ้น

 

 

ร้านที่สองนี้จะอยู่บนชั้น 6 ของตึก คนจะน้อยกว่าร้านแรกพอสมควร แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี ฮ่าๆๆ
ด้วยความที่เรามีเพื่อนมาจองคิวให้แล้ว จึงเดินผ่านผู้คนมากมายที่รอคิวอยู่เข้าไปในร้านได้เลย ช่างเป็นความรู้สึกที่ฟินจริงๆ ฮ่าๆๆ

พอเข้ามาในร้าน ทุกๆคนก็จะถูกจัดให้นั่งตามโต๊ะ ที่ล้อมรอบเตา Teppan เพื่อรอพ่อครัวมาแสดงการปรุง Kobe Steak ให้เรากินกันน

 

 

ระหว่างรอคุณพ่อครัว พนักงานก็จะมาเสิร์ฟสลัดและเครื่องเคียง และคุณพ่อครัวก็เริ่มผัดกระเทียม ส่งกลิ่นหอมมม จนท้องใส้ปั่นป่วนไปหมด

 


 

มาแล้ววว นี่คือเนื้อของเราาาา

 

 

พ่อครัวก็จะเริ่มย่างเนื้อบนกระทะ ส่งเสียงและกลิ่นที่กระตุ้งความหิวมากขึ้นไปอีก

 



 

เสร็จแล้วว เตรียมพร้อมแล้วก็กินกันเลย รสชาติดี อร่อยนุ่มมากกก แต่เสียดายน้อยไปหน่อย แป๊บเดียวก็หมดซะแล้วว

 


หลังจากกินเสร็จ เราสองคนก็จะแยกกันไปตามทางของเรา พูดให้เวอร์ไปงั้นแหละ ฮ่าๆ

 

ในตอนบ่าย พี่เราจะไปงาน SIGGRAPH เป็น งานเกี่ยวกับ Animation CG และ เทคโนโลยีด้าน Media ต่างๆ
ส่วนเราจะไปที่ Kobe Fashion Museum

เป็นการแยกกันทัศนศึกษา ตามสาขาที่เรียนมากัน
เริ่มจาก Route แรกของเรากันเลยย ตื่นเต้นๆ เดินทางคนเดียว แค่แป๊บเดียวก็ตื่นเต้นแล้วว

 

การเดินทางไปยัง Fashion Museum เราต้องขึ้นรถไฟ JR ที่สถานี Sannomiya ไปลงสถานี Sumiyoshi

 

 

ต่อรถไฟ Rokko Liner เพื่อออกไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเล นั่งไปลงที่สถานี Island Center (250 เยน)

 



วิวระหว่างทางสวยมากกก

 

 

ชอบลำธารเล็กๆแบบนี้มากเลย เจอกี่รอบก็ต้องหยุดถ่ายทุกครั้ง

 


 

ลำธารเล็กๆนั่น สุดท้ายก็จะไหลลงสู่ทะเลด้วยนะ แอบเป็นหาดเล็กๆ

 


 

ใบไม้เปลี่ยนสีในสวนระหว่างทาง แจ่มมากกก

 

 

ถึงแล้ววว

 

 

แค่ออกมาก็สวยแล้ว ชิลมากก ทางเดินกว้าง ใบไม้แถวนี้ก็เปลี่ยนสีกันเยอะเลย บรรยากาศดีสุดๆ

 






 

ลงมาก็ถึงเลย Fashion Museum ของเราา

 



 

 

Kobe Fashion Museum เป็นพิพิธพัณฑ์ แฟชั่นแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นด้วย

 



 

ตัวอาคารมีขนาดใหญ่ เข้าไปจะเจอกับโถงกว้าง ซึ่งแต่ละชั้นจะแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ทั้ง ห้องสมุด ห้องประชุม และตัวพิพิธภัณฑ์เองอยู่ที่ชั่น 1

 


 

ภายในจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากยุคสมัยต่างๆ

 


 

ในช่วงที่เราไป มีงานแสดงหมุนเวียน ชุด Kimono ตั้งแต่สมัย Kofun – Edo

 


 

ได้เห็นชุด Kimono ของจริงๆ ตั้งแต่ยุคสมัย ที่เริมรับวัฒนธรรมมาจากจีน
มีความคล้ายทั้งเสื้อผ้าของจีนและเกาหลีในสมัยก่อน จนพัฒนามีมีเอกลักษณ์ และ โดดเด่น เป็น กิโมโน แบบที่เรารู้จักกัน

 

 

ถัดจากห้องแสดง กิโมโน ก็เข้าสู่ห้องแสดงเสื้อผ้าจากฝั่งตะวันตก ซึ่งปกติแล้ว จะจัดเรียงตามยุคสมัย ไล่จากเก่ามาใหม่
แต่เนื่องจากมีนิทรรศการหมุนเวียน ทำให้เสื้อผ้าที่จัดแสดงในส่วนนี้น้อยลง

 



 

บางชุดที่ทำจำลอง เราสามารถลองจับเนื้อผ้าได้ โดยใส่ถุงมือที่ทางพิพิธภัณฑ์เตรียมไว้ให้
คล้ายกับตอนที่เราไป Kyushu National Museum ก็มีการจำลองสิ่งของ ให้เราได้ทดลองสัมผัสเหมือนกัน

สวยมากกกก

 

 

ชมนิทรรศการเสร็จ เราก็แวะขึ้นไปยังชั้นบน ที่นี่นอกจากจะเป็น พิพิธภัณฑ์แล้ว ยังมีห้องสมุดแฟชั่นอีกด้วย
ดีสำหรับนักออกแบบหรือนักศึกษาทางด้านแฟชั่นจริงๆ

 


เดินชมกันเต็มที่ เสร็จแล้ว ต่อไป เราขอเชิญ แขกรับเชิญ คือคุณพี่ชายนั่นเอง มาเล่าให้ฟังถึง Route ของเค้า


สวัสดีครับ วันนี้ผมจะพาไปเที่ยวชมงาน SIGGRAPH ASIA 2015 กัน
งาน SIGGRAPH ASIA นี้จะเป็นงานแสดง เทคโนโลยีทางด้าน Media , CG , Animation และ นวัตกรรมที่จะส่งเสริมทางด้าน Media
จัดเวียนกันไปในแต่ละเมืองใหญ่ต่างๆในเอเชีย ควบคู่ไปกับงานหลัก SIGGRAPH US ที่จะจัดที่อเมริกา นะครับ
โดยสถานที่จัดงาน จะอยู่ที่ Kobe Convention Center

ย้อนกลับมาที่สถานี Sannomiya เราจะเดินทางโดยขึ้น monorail สาย Port Liner จากสถานี sannomiya (250เยน) ไปยังสถานี Shiminhiroba

 


 

ระหว่างทาง เราก็จะมองออกจากกระจกไปเห็นวิวของย่านท่าเรือของโกเบ

 บนรถก็มีป้านโฆษณาของงานด้วย

 


 

ถึงแล้ว เดินตามป้ายกันไปเลยย

 

ถึงจุดลงทะเบียน เราก็เอาใบลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตที่เราลงทะเบียนไว้ มาติดต่อเพื่อรับป้ายห้อยคอสำหรับเข้างาน

 

 

ตัวงานทั้งหมดความจริงแล้วจะมีส่วนของ Conference ซึ่งถ้าใครสนใจ ก็สามารถจะเข้าฟัง Conference ต่างๆ
ตามราคาของแต่ละคอร์สนั้นๆ

แต่วันนี้เราจะมาชมแค่เฉพาะส่วนของ Exhibition กัน

 

 

เข้ามาปุ๊บ ก็เจอกับพี่สองคนนี้ ที่กำลังสนุกกับเทคโนโลยี Motion Capture เวลาพี่เค้าขยับไปท่าทางไหน
ตัวโตรงกระดูกกับกล้ามเนื้อที่อยู่ในจอ ก็จะขยับไปตามนั้นเลย แล้วพี่เค้าก็สนุกกันอยู่สองคนได้ทั้งวัน ฮ่าๆๆ

 


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

 

ในงานก็จะมีการออกบูทของทั้งมหาวิทยาลัยต่างๆทางด้าน Design และ CG รวมทั้ง Studio และบริษัท ที่นำเสนองานของตัวเองด้วย

 

 

เดินลึกเข้ามา ก็มาเจอกับ THAILAND PAVILION ใหญ่โตทีเดียว แต่บอกเลยว่า เป็นการใหญ่แบบไทยจริงๆ
เพราะไม่มีผลงานมาแสดงเลย ไม่มีคนไทยเฝ้าบูทด้วย มีบูทและบอร์ดแสดงภาพกิจกรรมของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆในไทย
ที่ทำเกี่ยวกับ CG ซึ่งน่าเสียดาย ที่ไทยเองก็มีบริษัทที่มีความสามารถหลายที่ แต่ตัวบูทของไทยเอง กลับไม่มีอะไรน่าสนใจเลย

 

 

ช่างเถอะๆ มาดูบูทนี้ดีกว่า เราชอบมาก เป็นของโปรเจ็ค LIVE2D

 

 

เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ภาพวาด Character สองมิติของเรา กลายเป็นกึ่ง สามมิติ และทำงานแบบ Interactive กับจอทัชสกรีนอีกด้วยเจ๋งสุดๆ

 

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

 

หรือจะเอามาใช้ร่วมกับเกมแบบ Virtual Reality ก็ได้ด้วยนะ

 

ต่อไปเป็นการใช้เทคโนโลยีในการจำลองสถานที่จริง ขึ้นมาเป็นโมเดลสามมิติด้วย Point Cloud
แล้วใช้ 3D Printer สร้างแบบจำของออกมา เพื่อความแม่นยำ ในการทำ Projection Mapping
หรือการฉายภาพวีดีโอ ผ่าน Projector ลงบนอาคาร เพื่อสร้างเรื่องราวขึ้น

อันนี้ก็เจ๋งมากๆ เป็นการรวมเทคโนโลยีสามอย่าง มาช่วยเหลือและทำงานร่วมกันได้อย่างดีทีเดียว
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

 

ส่วนนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ แต่ต้องเสียค่าเข้าชมแพงพอสมควร ผมเลยไม่ได้เข้าไป ฮ่าๆ

 

 

โกเบ เป็นเมืองที่เคนเกิดแผ่นดินไหวทำลายจนกลายเป็นซากปรักหักพัง ในปี 1995 แต่ก็สามารถสร้างเมืองให้กลับมาสวยงาม
และสะอาดเป็นระเบียบ เป็นเมืองแห่งศิลปะและการออกแบบ จนได้ขึ้นเป็น City of Design จาก UNESCO ในปี 2008

 

 

การเขียนโปรแกรมควบคุมลมจากพัดลม เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการทดลองบินของ Virtual Reality

 

 

โต๊ะ Projection Mapping ฉายภาพ Motion Graphic ลงบนวัตถุ

 


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

 

อันนี้เป็นเทคโนโลยีที่จะทำให้เรา คนจำเป็นเท่านั้น ที่จะมองเห็นภาพในจอ (ซึ่งจะมีแว่น ที่จะทำให้มองเห็น)
อันนี้เค้าอธิบายให้ฟังว่า เช่นในห้องประชุม หรือการพรีเซนต์งาน อาจจะมีผู้รับฟังหลายกลุ่ม คนส่วนมากอาจจะต้องการรับแค่ภาพ
และตัวหนังสืออธิบายนิดหน่อย แต่บางกลุ่มอาจจะต้องการข้อมูลที่ละเอียดกว่า เทคโนโลยีนี้ก็จะเข้ามาช่วยตรงนั้น
เจ๋งมากเลย

อันสุดท้ายเป็นอุปกรณ์ที่สร้าง Hologram จากจอ Smartphone หรือ Tablet โดยทำงสานร่วมกับ Application

 

 

หลังจากเดินดูงานจนหมด ก็ถึงเวลากลับไปเจอกับน้องสาวที่สถานี Sannomiya แล้ว ระหว่างทางก็ถ่ายภาพอ่าวมาอีกหน่อยย

 

เรากลับมาแล้วค่าา
หลังจากที่เราสองคนนัดเจอกัน ที่ร้านเกมส์แถวสถานี Sannomiya (ฮ่าๆ)
เราก็ต่อรถไฟไปยังสถานี JR KOBE เพราะเป้าหมายต่อไปของเราคือไปเดินเล่นชิลๆถ่ายรูป ชมวิว และกินข้าวที่ แถวๆ Kobe Habour Landบรรยากาศ แยก Sannomiya ยามเย็น

รอรถไฟละก็ไปกันเลยย

 

มาถึงแล้ว ก็จะเห็นป้ายของ Anpanman Museum ก็เดินตามป้ายไปได้เลย

 

สะพานลอยถูกทำเป็นรูปขบวนรถไฟด้วย น่ารักมากๆ

 

ทางเดินแถวๆนี้ เริ่มประดับไฟเพื่อต้อนรับคริสต์มาสกันแล้ว เร็วมาก นี่เพิ่งต้นพ.ย.เองนะ! แต่ก็ดีอ่ะ สวยดีเหมือนกัน ฮ่าๆๆ

 

ระหว่างทางเดินผ่านห้าง Umie โครงสร้างให้ความรู้สึกเหมือนเรือนกระจก

 

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเจอสี่แยก เราจะมองเห็น Mosaic เป็นพลาซ่า คล้ายๆกับ Asiatique แต่ดูดีกว่า ฮ่าๆๆ
ถึงตรงนี้ก็จะมองเห็นชิงช้าสวรรค์แล้ววว จะว่าไปคันไซนี่มีชิงช้าสวรรค์เยอะจัง 5555

 

พิพิธพัณฑ์อันปังแมน ก็อยู่ที่นี่ด้วย แต่เราไม่ได้แวะเข้าไป

 

ข้ามถนนแล้วไปเดินเล่นใน Mosaic กันเลย
ชิงช้าสวรรค์สีแดงสดของที่นี่ จะเล็กกว่าที่โอซาก้าพอสมควร แต่ก็กำลังน่ารักนะะะ

 

ริมน้ำ จะมีลานกว้างๆ ให้คนมานั่งชิล ถ่ายรูปเล่นกัน ชมวิวของ Kobe Port Tower ที่สะท้อนกับน้ำ
ตรงนี้ชิวมาก ทุกคนนี่นั่งกันเปื่อยๆที่พื้นเลย สบายมาก แต่นั่งนานมากไม่ได้ หนาวอ่ะะะ

 

วิวสวยมากกกก

 

ชมวิวกันจนเต็มอิ่ม ก็ไปเดินเล่นข้างในกันดีกว่าา

 

ด้านในก็มีที่นั่งสำหรับชมวิวให้ ใครไม่อยากนั่งพื้นกันให้เมื่อยก็มาชมจากตรงนี้ได้

 

มีร้านอาหาร และ cafe หลายที่ น่าเข้าทั้งนั้นเลยย

ร้านนี้เป็นของฝากขึ้นชื่อของโกเบ เป็นสตรอเบอร์รี่เคลือบ White Chocolate ในกล่องสวยหรู ราคาก็ไม่ใช่น้อยๆเลย เหมาะจะซื้อฝากผู้หลักผู้ใหญ่มากๆ
มีทั้งร้านขายขนมและของฝาก และร้านที่ขายของจาก Studio Ghibli ด้วย แต่
ค้นดูแล้วหารูปไม่เจออ่ะ ฮือร้านนี้รองเท้าน่ารักมากกกกก เป็นแบรนด์ญี่ปุ่น เลยได้สอยมาคู่นึง ชอบมากกก
ด้วยความปวดเท้าที่สะสมมา เปลี่ยนใส่เลยค่าา ใส่สบายมากกก

 

เดินจนเหนื่อยก็แวะเข้าร้านอาหารกันดีกว่า ฮี่ๆ

 

อร่อยยยยยย

 

04.11.2015 : Ikuta shrine – Musuem Road (Hyogo Prefectural Museum of Art & The Great Hanshin-Awaji Earthquake Memorial Museum)

เช้านี้ เราตื่นสายๆกันเป็นพิเศษ (อีกแล้ว 555) จนร้านค้าในทางเดินใต้ดิน namba walk เปิดกันครบถ้วน เราเลยได้เจอร้านน่ารักๆหลายร้าน

ร้านนี้มีแต่น้องแมวทั้งร้านเลยยย

 

นี่ก็เกี่ยวกับแมวอีกแล้ว ร้านของเจ้าเหมียว wachi field

 

ชอบมองทางรถไฟที่ญี่ปุ่นจัง ขึ้นกี่ทีก็เหมือนๆกันทุกครั้งนะ แต่ก็ถ่ายรูปมาซ้ำอยู่นั่นแหละ ก็มันสวยอ่ะ….

 

เช้านี้เราจะแวะไปที่ศาลเจ้า Ikuta กันก่อนจะออกไปตะลุยถนนมิวเซียม ก็เลยมาตั้งต้นกันที่สถานี Sannomiya ค่า
ก่อนจะเที่ยวก็แวะกินนมช็อคโกแลตหน่อย อร่อยย

 

เดินเลยสถานีมานิดเดียวก็เจอแล้ว Ikuta Road ตรงเข้าไปได้เลย

 

ระหว่างทางเจอร้านอาหารไทยร้านนึง สวยๆๆ อยากมีอย่างงี้บ้างอ่ะ

 

 

ร้านนี้ให้ความรู้สึกแบบอัศวินยุคกลาง

เห็นแล้ว โทริอิแดงเด่นเป็นสง่า
ศาลเจ้า Ikuta ถือเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นโดยเป็นศาลเจ้าที่คนมักนิยมมาขอพรในด้านความรักกันล่ะ

แวะล้างมือล้างปากกันก่อนนะ
ถึงจะไม่ใช่ศาลเจ้าที่ใหญ่มาก แต่สวยงามทุกรายละเอียด และดูไม่เก่าเลย การดูแลรักษาดีมากๆๆ





 

ขอพรเสร็จก็เดินอ้อมไปด้านหลังซักหน่อย



 

มีบ่อน้ำเล็กๆ สงบร่มรื่นมาก

 

แอบถ่ายเบอร์รี่อะไรสักอย่างที่ขึ้นอยู่ข้างๆบ่อน้ำ

 

ป้ายขอพรเต็มเลย ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องความรักน่ะแหละ

 

ขนาดบนป้ายขอพรยังวาดรูปสวยเลยคนญี่ปุ่นนี่น้า

 

มองย้อนกลับออกไป

เราว่าที่นี่เป็นศาลเจ้าที่สวยและสงบแต่ไม่พลุกพล่านดีค่ะ ถ้าใครผ่านมาแถว Sannomiya ลองแวะมาปล่อยใจให้สบายที่ศาลเจ้า ikuta กันดูนะ ยิ้ม

 

ต่อไป เราจะเดินทางกันต่อไปที่ Musuem Road หรือ ถนนสายมิวเซียมนั่นเอง ตามมาเล้ยยย

เราเดินกลับมาขึ้นรถไฟที่สถานี Kobe – sannomiya (hanshin) ไปลงที่สถานี Iwaya ใช้เวลาแค่ 3 นาที เท่านั้นเอง

ออกมาปุ๊บ พอหันกลับไปมองก็เจอสถานีสีสดใสและงานศิลปะ


 

ตามป้ายกันไปเลย

 

ฟ้าสดใส~

 

ระหว่างทางก็มีทั้งตึกสวยๆ และงานศิลปะเต็มไปหมด สมกับเป็นเมืองแห่งดีไซน์จริงๆ




 

แค่เดินขึ้นสะพานลอยข้ามแยก แค่นี้ก็รู้สึกเหมือนกำลังเที่ยวอยู่แล้วอ่ะ

 

รถน้อยมากกก

 

มองเห็นแล้ว Hyogo Prefectural Museum of Art ที่เราตั้งใจแวะมา มีคุณกิ้งก่าเกาะอยู่ด้านบน


 

ช่วงนี้ Kobe มีเทศกาลศิลปะอย่าง Kobe biennale 2015 ทำให้มี นิทรรศการหมุนเวียนแปลกๆหลายอย่างจัดขึ้นทั่วเมืองโกเบเลย

 

ตัวอาคารและสิ่งก่อสร้างแถวริมอ่าว ดีไซน์โดยสถาปนิกชื่อดังอย่างคุณ Tadao ando ซะด้วย แต่งานปูนเปลือย เน้นแสงเงาแบบนี้ก็สมกับเป็นคุณทาดาโอะจริงๆนะ



เข้ามาในตึกกันเลย
คราวนี้เราจะไปชม MANGA*ANIME*GAMES FROM JAPAN ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Kobe Biennale 2015 กัน

ด้านในเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของหนังสือการ์ตูน อนิเมชั่น และเกมส์ในญี่ปุ่น ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ไล่มาจนถึงยุคปัจจุบัน
รวมไปถึงการสร้างงาน ขั้นตอนและวิธีการ ตั้งแต่การวาด ลงสี และนำไปพัฒนาจนเป็นอนิเมชั่นหรือเกมส์ในที่สุด 
และยังมีหนังสือการ์ตูน/อนิเมชั่น/เกมส์
จัดเอาไว้ให้ผู้เข้าชมงานทดลองทั้งดู อ่าน และเล่นเกมส์แบบต่างๆ ตั้งแต่แบบ 8 บิต เก่ากึ่ก มาจนถึงยุคปัจจุบันด้วย สนุกมาก เล่นแล้วก็อยากได้อ่ะ ฮ่าๆๆ
พอได้ดูแล้วก็รู้เลยว่า คนญี่ปุ่นเค้าให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากแค่ไหน การ์ตูนมันไม่ใช่แค่เรื่องไร้สาระหรือเรื่องสำหรับเด็กๆ
มันคือศาสตร์ มันคือศิลปะ และมันคือความภูมิใจของเค้าจริงๆบางรูปที่เจอในงานแสดง มันสวยและละเอียดมากจนคิดว่า คนวาดเนี่ย
สามารถทำอาชีพอื่นๆอย่างสถาปนิกได้เลยด้วยซ้ำ และการเป็นนักเขียนการ์ตูนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่น่าเสียดายมากก
ภายในนิทรรศการห้ามถ่ายภาพ เราก็เลยพยายามหารูปจากในอินเตอร์เน็ตมาให้ชมกันแทน แต่ก็หาได้แค่รูปเดียวอยู่ดี แง


(ภาพนี้มาจากงาน MANGA*ANIME*GAMES FROM JAPAN ที่จัดที่ TOKYO)

กลับออกมาจากงาน เราก็จะไปต่อกันที่ The Great Hanshin-Awaji Earthquake Memorial Museum หรือ พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหวกัน
เดินเลียบถนนริมทะเลมาไม่ไกลก็จะเจอกับอาคารแก้วรูปทรงสวยงามอย่างนี้
คนออกแบบตึกต้องตั้งใจวางคอมโพสสำหรับถ่ายรูปจากมุมนี้เอาไว้แน่ๆถึงได้สวยขนาดนี้!
วันนี้มีเด็กๆมัธยมมาทัศนศึกษากันด้วย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานที่บันทึกความเจ็บปวดและความลำบากที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ในโกเบที่ทำลายทุกอย่างจนราบเป็นหน้ากลอง รวมไปถึงการเยียวยา การฟื้นฟู และการรวมจิตใจของคนเพื่อสร้างชุมชนเมืองใหม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

 

 

การเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี้จะต้องเข้าเป็นรอบๆ ตอนที่เราไปถึง รอแค่แป๊ปเดียวก็ได้เข้าแล้ว เราได้เข้าชมพร้อมเด็กๆที่มาทัศนศึกษา

 

(ในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ต่อไปเราเลยจะขอยืมภาพจากอินเตอร์เน็ตมาให้ชมกันค่า)

ในห้องแรก เป็นสื่อวิดีทัศน์ พร้อมลม แสง สี เสียง ที่จะพาเราย้อนกลับไปจำลองเหตุการณ์ในวันนั้น ณ สถานที่ต่างๆรอบเมืองโกเบ

การที่ได้เห็นที่ๆเราเพิ่งเดินผ่านมากันในวันนี้หรือเมื่อวานต้องพังทลายลง มันน่าหดหู่มากๆ
เมื่อไฟเปิดขึ้นมาเราเห็นเลยว่าเด็กๆหลายคนเศร้ากันมาก (ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง บางคนไปถึงขั้นกลัว)

 

ยังไม่ทันที่อารมณ์จะกลับเป็นปกติ เราก็ต้องเดินกันไปที่ห้องถัดไป ซึ่งเป็นห้องที่จำลองบ้านเมืองในสภาพหลังจากเกิดแผ่นดินไหว

ซึ่งถึงแม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่ด้วยรายละเอียด แสงและเสียง ก็แอบน่าขนลุกอยู่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเพิ่งดูวิดีทัศน์จบด้วยแหละ

ห้องถัดไป เป็นห้องที่จะให้เราเข้าไปชมกึ่งสารคดีที่รวบรวมฟุตเทจจริงของเหตุการณ์ในวันนั้น รวมถึงสัมภาษณ์ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์
ตั้งแต่ที่เกิดแผ่นดินไหว จนสงบ และความเป็นอยู่หลังจากนั้น ซึ่งไม่มีบ้านและครอบครัวอีกต่อไปแล้ว
(ในห้องนี้ เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์จะนำหูฟังภาษาอังกฤษมาให้กับพวกเราด้วย

 

ห้องต่อไป เป็นห้องที่รวบรวมข้าวของในอยู่เหตุการณ์มาจัดแสดง รวมไปถึงสิ่งต่างๆที่ผู้อยู่รอดใช้ในการประทังชีวิตก่อนจะได้รับการช่วยเหลืออีกด้วย
ในห้องนี้จะมีคุณลุงใจดีซึ่งเราคิดว่าท่านน่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น คอยช่วยอธิบายและบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้กับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์

 


 

เมื่อเดินถัดมาอีกหน่อย ก็จะเป็นส่วนของการเยียวยาและรวมชุมชนให้กลับมาเป็นดังเดิมอีกครั้ง

โดยในส่วนนี้จะมีอาสาสมัครผู้สูงอายุที่อยากฝึกภาษาอังกฤษและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มาทำหน้าที่เป็นสตาฟ

คอยเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวต่างๆในนิทรรศการ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้พูดคล่องร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็พยายามสื่อสาร

กับเรามากๆและทำให้เราเข้าใจนิทรรศขึ้นมากจริงๆ ประทับใจมากๆค่ะ

 

 

ในส่วนนี้จะเห็นได้เลยว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วมาก เช่น ในช่วงวันแรกๆที่แผ่นดินไหวสงบ
ผู้ประสบภัยจะมาอาศัยอยู่รวมกันที่โรงเรียนต่างๆซึ่งถูกจัดให้เป็นที่พักชั่วคราว โดยมีทั้งอาหารและเครื่องอุปโภคให้ด้วย 
ภายใน 3 สัปดาห์ถัดมา
ทางรัฐบาลก็สร้างบ้านพักชั่วคราวให้กับผู้ประสบภัยทันที โดยในบริเวณบ้านชั่วคราวก็ยังมีการสร้างร้านอาหารและร้านขายของชำชั่วคราว
จัดเอาไว้ให้กับประชาชนอีกด้วย

 

และภายใน 5 ปี รัฐบาลก็สร้างที่อยู่อาศัยแบบถาวร พร้อมให้ผู้ประสบภัยได้ย้ายเข้าไปอยู่กันเลย
และภายใน 10 ปี นับจากวันที่เกิดแผ่นดินไหว เมืองที่แทบจะพังทลายเป็นหน้ากลองก็ถูกฟื้นฟูให้กลับมาเป็นเมืองที่สวยงาม
พร้อมอยู่อาศัย อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

 

 

ในห้องสุดท้ายจะเป็นห้องที่ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของงแผ่นดินไหว โดยจะจำลองออกมาเป็นเครื่องมือง่ายๆ
ให้เด็กๆได้ทดลองเล่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างอาคาร การเกิดแผ่นดินไหว ชนิดและความรุนแรงของแผ่นดินไหว
การเกิดน้ำท่วมจากแผ่นดินไหว รวมไปถึงการเตรียมตัวให้พร้อมรับกับสถานการณ์แผ่นดินไหวอีกด้วย
โดยในชั้นนี้ก็จะมีเจ้าหน้าที่คุณลุงคุณป้าอาสามาช่วยเราสาธิตและอธิบายเป็นภาษาอังกฤษเหมือนเดิม

บอกได้เลยว่าประทับใจมิวเซียมนี้มากๆค่ะ และยิ่งประทับใจและนับถือในความเข้มแข็งของคนญี่ปุ่น 
แค่ 10 ปี โกเบก็เติบโตกลายเป็นเมือง
แห่งดีไซน์ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สวยไปหมด เป็นเมืองที่สวยที่สุดที่เราได้ไปมาในทริปนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าทั้งหมดนี้
แทบจะเริ่มจากศูนย์ภายในสิบปีมานี้นี่เอง

เมื่อเราเดินกลับออกมา พิพิธภัณฑ์ก็ใกล้จะปิดแล้วค่ะ
 ตัวอาคารเริ่มเปิดไฟหลายสี ก็สวยงามไปอีกแบบ


เดินออกมาจนถึงริมทะเลก็พระอาทิตย์ใกล้จะตกพอดี เหมาะกับอารมณ์สีเทาๆที่ยังคิดค้าง
อยู่ในหัวเราอย่างประหลาด… ไม่รู้เหมือนกันว่าคล้ายกันตรงไหน อาจจะเป็น…สวยงามที่น่าเศร้าละมั้ง…




เดินเลียบทะเลต่อมาเรื่อยๆก็กลับมาถึงด้านหลังของ Hyogo Prefectural Museum of Art กันอีกครั้ง โดยสิ่งก่อสร้างแถวนี้ก็ออกแบบโดย Tadao ando ด้วยเช่นกัน
เจอสาวน้อยคนนึงยืนอยู่ด้วย


 

เดินกลับกันเถอะ

 

วันนี้เหนื่อยแล้วถึงแม้จะยังไม่ดึกมากและไม่ได้ใช้แรงอะไรมากเท่าวันอื่นๆ 
เป็นวันเรื่อยๆเปื่อยๆ

ที่รู้สึกว่าได้อะไรกลับมามากมายจริงๆนะ ต้องรีบกลับไปนอนเอาแรง

พรุ่งนี้เราจะรีเซ็ทอารมณ์กันใหม่แล้วพาไปเที่ยวกันต่อใน

Chapter 3 – ทำราเมง แช่ออนเซ็น แล้วไปเล่นกับคุณกวาง :)

แล้วพบกันใหม่

つづく นะฮะ ~


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :