Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 3 – ทำราเมง แช่ออนเซ็น แล้วไปเล่นกับคุณกวาง

posted in: JAPAN, KANSAI, TRAVEL | 0
Kansai Multicolor マルチカラー 3  – ทำราเมง แช่ออนเซ็น แล้วไปเล่นกับคุณกวาง


05.11.2015 : The Momofuku Ando Instant Ramen Museum , kinosaki-onsen

วันนี้เราจะไป Kinosaki Onsen กันแล้วว
โดยก่อนจะไปแช่ออนเซนกัน ช่วงเช้าเราจะแวะไปที่ The Momofuku Ando Instant Ramen Museum หรือราเมนมิวเซียมกันก่อน
โดยราเมนมิวเซียมของเรานั้นจะอยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาหน่อยที่สถานี Ikeda แต่ก็ไม่ได้เดินทางยากอะไรเลย มาแล้วรับรองว่าคุ้ม

ตามมากันเลย
ก่อนอื่นก็ต้องมาขึ้นรถไฟของ Hankyu ที่สถานี Umeda Hankyu กันก่อน

 

 

นั่งรถไฟสักพักก็ถึงแล้ว

 

 

แวะกดไอติมกินหน่อย อร่อยย (รสครีมโซดาล่ะ)

 

 

เดินลงมาไม่ไกลก็เห็นป้ายบอกทางน่ารักๆรออยู่ เลี้ยวเข้าซอยตามป้ายไปเล้ย

 

 

เดินเรื่อยเปื่อยมาไม่ไกลก็จะเห็นตัวอาคารสี่เหลี่ยมเรียบๆแต่สวยพร้อมอนุเสาวรีย์ของคุณ Momofuku Ando ตั้งอยู่

 


 

วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสมากๆ~

 


 

เข้าไปกันดีกว่า

 

 

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบไปด้วยสามโซนคือ

1.นิทรรศการ : เล่าประวัติความเป็นมาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตั้งแต่ยุคเริ่มต้นและรวบรวมบะหมี่รสต่างๆจากทั่วประเทศ
และต่างประเทศเอามาไว้ให้ชมกัน (ไม่เสียค่าเข้าชม)

2. My CUPNOODLES Factory : ให้ทุกๆคนได้ทำคัพนู้ดเดิ้ลของตัวเองกลับบ้าน ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกเส้น เลือกเครื่องปรุง
และเครื่องเคียง พอทำเสร็จเจ้าหน้าที่ก็จะปิดฝาให้เราไปวาดรูปตกแต่งคัพให้เป็นสไตล์เราแล้วเอากลับบ้านได้เลย (300 yen)

3. Chicken Ramen Factory : เวิร์กช็อปการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรก อย่างรสไก่ โดยเริ่มตั้งแต่การนวดแป้ง ตัดเป็นเส้นๆ
ทำซุป นำไปทอด แล้วแพ็คใส่ห่อนำมาวาดตกแต่งตามใจชอบ (500 เยน จองล่วงหน้าเท่านั้น)

 

และ นี่คือมาสค็อตสุดน่ารักของที่นี่อย่าง Hiyoko-chan ลูกเจี๊ยบสีเหลืองตัวน้อย ซึ่งมีที่มาจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกซึ่งเป็นรสไก่นั่นเอง

 


ตามแพลนแล้ว เราไม่ได้มีเวลาที่นี่มากนัก และไม่ได้จองคลาสทำราเมนเอาไว้
จึงตั้งใจว่าจะแค่มาเดินชมนิทรรศการและทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลับบ้านแต่ทว่า…พอเดินเข้าไปถึง คุณสตาฟภาษาอังกฤษก็พยายามบอกอะไรสักอย่างกับเรา
“To day we have cancellation”อ่ะ ด้วยความโง่อังกฤษก็งงเลย เห้ย อะไรแคนเซิลอ่ะ วันนี้ปิดหรออ จะเจออะไรปิดๆบ่อยไปม้ายยย ฮือออ
“It’s very lucky. Do you want to join?”เอ๊ะ ไม่ปิดหนิ..

ปรากฏว่าสิ่งที่เค้าพยายามจะสื่อสารกับเรานั้นคือ เวิร์กช็อปทำราเมนในส่วนของวันนี้ที่ปกติแล้วต้องจองล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ต
มีคนแคนเซิล 2 คน พอดี เค้าเลยถามว่าเราอยากจะเข้าร่วมไหมพอคำณวนๆเวลาดูแล้วออกจะเกินจากที่แพลนไปหน่อย แต่เอาวะ อุส่าห์โชคดี ไหนๆก็มาแล้วต้องเอาให้สุด! ลุยเลยค่าาาป.ล. ใครสนใจจะทำ workshop สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่เลยนะ สามารถจองไว้ก่อนได้เลย
http://www.instantramen-museum.jp/en/attraction/crfactory.html

 

หลังจากเราตอบตกลงและทำการชำระเงินค่าเวิร์กช็อป (คนละ 500 yen)
พี่ๆสตาฟก็พาเรามานั่งรอเริ่ม workshop กันบนชั้นสอง

 

 

บนโต๊ะเต็มไปด้วยอุปกรณ์กุ๊งกิ๊งน่ารัก พร้อมผ้ากันเปื้อนและผ้าคาดผม

 

 

พี่ชายเรา(อันเป็นชายฉกรรจ์ตัวใหญ่)พยายามทำเนียนไม่ยอมใส่ผ้าคาดผม แต่แน่นอนว่าไม่รอด
พี่พนักงานเข้าประชิดตัวและกำชับให้ใส่ทันทีเหมือนรู้ทัน ฮ่าๆๆ

 

 

ปกติเวิร์กช็อปนี้จะบังคับให้จองเป็นคู่ เพราะไม่ได้ง่ายนัก ต้องช่วยกันทำ 555
แต่เพื่อนร่วมโต๊ะเราเป็นครอบครัวคุณพ่อกับลูกสาวสองคนก็ไม่ได้ครบคู่ ลูกสาวคนโตเลยได้ทำคู่กับพี่พนักงานแทน

 

 

พอเริ่ม เค้าก็จะให้เราวิดีโอขั้นตอนการทำกันก่อนหนึ่งรอบ ก่อนจะสอนทำจริงและให้ทำไปพร้อมๆกัน

 

 

ไม่อธิบายมากดีกว่า เวลามาทำจริงจะได้สนุกๆ ดูรูปกันดีกว่าา

 



 

นวดเสร็จก็จะต้องเอาเข้าใส่เครื่องรีดแป้งจนเนียนได้รูปสวยงาม แล้วก็ตัดให้เป็นเส้น

 




 

พอตัดเส้นราเมนแล้วคลุกกับน้ำซุปเสร็จ พี่ๆเจ้าหน้าที่ก็จะช่วยเอาไปทอดให้

 


 

ระหว่างนั้นก็จะให้พวกเรามาวาดซองใส่กันไปพลางๆ

เครียดเลยทีนี้ ไม่รู้จะวาดอะไรดี นี่เเป็นขั้นตอนที่ยากสุดตั้งแต่ทำมาแล้วอ่ะ ถ้าวาดเละทุกอย่างที่ทำมาคือจบเลย

ขณะที่สองคนรีๆรอๆไม่ยอมวาดกันซะที ชะโงกไปดูโต๊ะคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นโต๊ะข้างๆ เห้ยย สวยยย
ทุกคนวาดฮิโยโกะจังกันออกมาน่ารักมากก คนญี่ปุ่นทุกคนนี่มียีนส์วาดการ์ตูนเก่งกันหมดเลยหรอ?

 

อ่ะ ต้องเริ่มละ ไม่งั้นจะไม่ทัน
ลองมองๆจากตัวอย่างที่อยู่บนโต๊ะมาดัดแปลงดูแล้วกัน
เริ่มวาดลงไปด้วยความมั่นใจ ฟึ่ม! หัวเบี้ยว…..
อืม…ไม่เป็นไร เอางี้ ใส่หมวกละกัน จะได้ระบายสีทับหัวที่เบี้ยว
ต่อไปๆ
ฟึ่ม! ตาไม่เท่ากัน
อันนี้หนัก… ออกมาทุเรศเลย ไม่ได้ๆ เอางี้ ผ้าปิดตาละกัน

 

แก้ไปแก้มาก็ได้ออกมาเป็นตัวนี้ ‘ฮิโยโกะจังเจนเทิลแมนนนนน’

 

พอวาดเสร็จก็หายใจคล่องขึ้นมาหน่อย ชะโงกไปดูของพี่

เรา : นี่ฮิโยโกะจังหรอ?

พี่ : เออ

เรา : ไม่ใช่ นี่มันเป็ดดดดด ฮิโยโกะจังเป็นลูกเจี๊ยบบบ

 


 

วาดเสร็จก็แวะไปดูเส้นของพวกเราที่กำลังทอด โดยเค้าจะแยกเอาไว้ตามเบอร์โต๊ะที่เรานั่ง
ให้ทุกคนมั่นใจว่าจะได้เส้นที่ตัวเองทำกลับไปจริงๆ ไม่ใช่ของลุงป้าที่ไหน

พอทอดเสร็จเค้าก็จะเรียกเป็นคิวๆให้เอาซองที่เราวาดมาใส่ แล้วก็เอาเศษเส้นที่หักมาใส่มือให้ชิมด้วย
อร่อยยยยย

ใส่ถุงเสร็จแล้ว เย้~

 

 

พอทำเสร็จเค้าจะเอาบะหมี่ของแต่ละคนใส่ถุงสีขาวพิมพ์ฮิโยโกะจัง แล้วมอบให้กับเราเป็นอันเสร็จพิธี
พร้อมกับย้ำว่า ผ้าคาดผมทุกคนเอากลับบ้านได้นะคร้าบบ

พอเปิดถุงดูก็พบว่าในถุงจะมีบะหมี่รสไก่แบบออริจินอลให้ทุกคนเอากลับบ้านไปด้วยอีกหนึ่งห่อ

เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลย
เด็กก็สนุกได้ ผู้ใหญ่ก็น่าจะชอบ ถ้าใครได้แวะมาที่นี่อย่าลืมจองเวิร์กช็อปกันนะ!

พอลงมาถึงชั้นหนึ่ง เราก็หยิบมือถือขึ้นดูเวลา จะถึงเวลาที่ต้องกลับแล้วว ถ้าจะทำคัพนู้ดเดิ้ลอีกคงไม่ทันแน่
เอาเป็นว่าเข้าไปเดินเฉียดๆแล้วชมนิทรรศการก่อนกลับก็แล้วกันตรงส่วนนี้เป็นโซน My CUPNOODLES Factory

พอทำเสร็จเค้าจะก็เอาใส่ห่อ เป่าลมให้เราห้อยคอกลับไปแบบนี้

 

 

โซนนิทรรศการ

นี่คือที่ๆคุณ Momofuku Ando ใช้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาครั้งแรก (บะหมี่รสไก่ที่เราเพิ่งทำเสร็จกันไปนั่นเอง)

 



 

คุณ Momofuku บอกว่า เค้าหาทางอยู่นานมากที่จะทำให้เครื่องจักรใส่บะหมี่ลงในถ้วย
ก็ใส่ลงมาที่ไรมันจะแกว่งและไม่ตรงกับปากถ้วยตลอด สุดท้ายก็พบว่า อย่างงั้นก็เอาถ้วยมาครอบบะหมี่ซะก็สิ้นเรื่อง!!

 


 

ตอนนี้กำลังคิดวิธีการส่งไปอวกาศอยู่ล่ะ

 

 

ตรงนี้จะเป็น CUPNOODLES Drama Theater ที่จะฉายเรื่องราวประวัติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แน่นอนว่าเราอดเข้าไปชมก็ไม่ทันเวลาแล้ว ฮือ

 

 

และสุดท้าย Instant Noodles Tunnel หรือ อุโมงค์กาลเวลาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง
ตรงนี้เราจะได้พบกับบะหมี่แปลกๆเต็มไปหมด

 





 

อันนี้ตอนเด็กๆเราชอบมากกกก มีใครเคยกินไหม รุ่น MUG เสียดายเมืองไทยไม่มีแล้ว

 

 

คราวนี้สุดท้ายและท้ายสุดจริงๆ Museum Shop นั่นเอง ฮิโยโกะจังละลานตาไปหมด น่าร้ากกกก

 


 

แต่ราคาก็ไม่ใช่เล่นๆเลย ขอโทษนะฮิโยโกะจัง T____T

บรรยากาศยามเย็นระหว่างทางเดินไปหน้าสถานีช่างแสนชิลจริงๆเลย

 










 

เจอสี่สาวเดินข้ามถนนเรียงกัน ให้ความรู้สึก เหมือนปกอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles มากๆ เสียดายถ่ายช็อตที่เรียงกันตรงๆไม่ทัน

 

 

ที่หน้าสถานีมีน้ำพุร้อนให้ลองดื่ม 
เค็มอ่ะ….

 



 

ที่นั่งตรงนี้ยังเป็นคุณปูเลย น่าร้ากกก

 

 

มาถึงแล้วบ่อแรกที่เราจะแช่ SATO NO YU
บ่อนี้จะอยู่ติดกับสถานีเลย

 




 

บรรยากาศรอบๆ

เจอเด็กๆตัวจิ๋ว

 

 

ด้านหน้ามีบริเวณแช่เท้าด้วย

 


 

ตั้งแต่ตรงนี้ไปผู้ชายกับผู้หญิงจะต้องแยกกันแล้ว
เราก็เลยตกลงว่า เสร็จมาเจอกันตรงนี้

 

 

ด้านในถ่ายรูปไม่ได้แต่มันสบายและชิวมากกกก อย่าลืมน้ำอาบฟอกสบู่ให้ตัวสะอาดก่อนลงแช่ออนเซนด้วยนะ

เราเลือกแช่บ่อกลางแจ้ง มองเห็นวิวไปทั่วหมู่บ้านเลย ลมพัดเอื่อยๆบรรยากาศดีมากกก แนะนำให้มาแช่ตอนกลางวันค่ะ

 

หาภาพจากอินเตอร์เน็ตมาให้ดูกัน

 


แช่ออนเซนเสร็จก็ต้องดื่มนมเย็นๆนี่แหละ ฟินนน

 

 

กลับออกมาอีกทีฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ร้านรวงต่างๆเริ่มทยอยกันเปิดไฟ
ถึงจะเดินย้อนกลับไปทางเดิมแต่ก็ได้บรรยากาศที่แปลกใหม่

 



ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว
ทุกร้านต่างก็เปิดไฟจนเมืองทั้งเมืองกลายเป็นสีทอง


 

เราสองคนมุ่งหน้าไปร้านข้าวหน้าปูที่เล็งไว้ แต่พอไปถึงก็พบว่า…มันปิดไปแล้ว!!
ฮืออ ปูจ๋าา

พอลองตัดใจหาร้านอื่นๆ ก็พอว่า ปิดกันหมดเลย!!

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงกินข้าวก่อนจะไปแช่ออนเซน มิฉะนั้นจะสายเกินไป….

ส่วนใหญ่ร้านอาหารจะรวมกันอยู่แถวสถานี แต่ที่อื่นๆก็มีกระจายตัวอยู่ด้วย
เราเดินมาจนถึงหน้าสถานีก็เดินร้านนึงซึ่งยังมีแสงสว่างลอดออกมา

 

 

เย่ ไม่อดตายแล้ว!

ด้านในไม่มีปูอย่างที่คาดหวัง แต่เป็นอาหารชุดแบบkaiseiki ชุดเล็กๆ ราคาประมาณ 1800 เยน (ถ้าไม่สั่งแบบเป็นเซ็ทจะถูกลงไปครึ่งนึง)

เราจัด wagyu shabu shabu set ส่วนพี่เราสั่ง tejima beef yakiniku set ซึ่งเป็นเนื้อขึ้นชื่อของที่นี่

 

มาแล้ววว
อลังการงานสร้าง

 






 

เนื้อมันนุ่มมากกกกก
มันดีแบบขึ้นสวรรค์อ่ะ เทพอะไรขนาดนั้นนนน
รู้สึกว่าอร่อยกว่าเนื้อโกเบที่กินมาเมื่อวานอีกอ่ะ

ดูสิๆ ดูคุณภาพ

 


แต่ก็นั่นล่ะ ช่วงเวลาดีๆย่อมจบลงอย่างรวดเร็ว เนื้อแสนอร่อยของเราช่างน้อยนัก…

พอลองกินเครื่องเคียง แต่ละอย่างก็รสชาติแอบกินยากอยู่สรุปว่า
ถ้าใครอยากสัมผัสเนื้อเทพๆเชิญร้านนี้เลย และถ้าไม่เน้นความอลังการแนะนำว่าไม่ต้องสั่งเป็นเซ็ท

เพราะจะถูกลงไปครึ่งนึงและไม่ต้องเสี่ยงกับเครื่องเคียงที่อาจจะกินไม่เป็นค่ะ จบ ฮ่าๆ

 

พออิ่มหมีพลีมันก็ได้เวลากลับเข้านอนกันแล้ว
กลับมาถึงห้อง ฟุตงหรือฟูกแบบญี่ปุ่นก็ถูกปูเตรียมเอาไว้ให้แล้ว

 

 

ใครไม่เคยลองอยากให้ลอง มันสบายมากกกก เหมือนตัวจมลงไปในที่นอนนุ่มๆ ผ้าห่มก็ฟูฟ่อง หนากำลังดี ไม่หนาวไปไม่ร้อนไป

คือดี คือราชา
ด้วยความที่แช่น้ำและกินอาหารมาอย่างเต็มคราบ หัวถึงหมอนแป๊ปเดียวเราก็หลับสนิทกันอย่างรวดเร็ว

พรุ่งนี้เราจะต้องตื่นเช้าย้ายเมืองกันแล้ว


05.11.2015 : Nara . Kyoto

เช้านี่ตามแพลนเราต้องตื่นเช้ามากกก เพื่อจะได้ทันรถไฟรอบแรก 7 โมง แต่พอนาฬิกาปลุกดังตอน 6 โมง
สองพี่น้องก็ปิดมันลงและปรึกษากันในทันที 
“ไปรอบ 9 โมงแทนเหอะ”
 พอดีลล์กันสำเร็จ
เราก็แยกย้ายกันเข้านอนต่อไป 2 ชั่วโมงและตื่นมาอย่างแจ่มใส ฮ่าๆๆ

การจะไปถึงนาราได้นั้น เราต้องไปเปลี่ยนรถที่โอซาก้า (อีกละ)

 



 

นั่งกันจนเปื่อยก็มาเปลี่ยนขบวนที่โอซาก้า แป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว ‘Nara’

 

 

มาสค็อตพระกวาง (?) หรือ Sento kun คอยยืนต้อนรับเราอยู่ที่สถานี
ถึงจะเป็นมาสค็อตที่ดูงงๆ และไม่ค่อยน่ารักซักเท่าไหร่ แต่ก็ถือเป็นการต้อนรับที่ประใจนะ ฮ่าๆๆ

 

 

แวะฝากกระเป๋ากันเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาหน้าสถานี

 




เดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่นๆไปได้เลย ทุกคนไปทางเดียวกันหมดล่ะ 5555

 

 

ถนนนี้สวยมากกก บรรยากาศดีสุดๆ เป็นถนนท่องเที่ยวของนาราที่นำเราไปสู่นาราพาร์คและวัดต่างๆ

 



 

ที่นาราไม่ค่อยเจอคนไทย แต่เจอฝรั่งเยอะมาก

ด้วยความที่เรายังไม่ได้กินอะไรกันเลยตั้งแต่เช้า เราก็เลยแวะหาอะไรกินกันที่นี่ซะหน่อย
ร้านที่เราเลือกคือร้านนี้ ‘PINOCCHIO’

 


 

ร้านนี้เป็นร้านอาหารฝรั่งที่ตกแต่งได้อบอุ่นน่ารักมากกก

 


 

อาหารก็รสชาติดี อร่อยๆๆ

 



 

กินเสร็จก็เดินกันต่อ
ใกล้จะถึงแล้ว

 


 

ร้านนี้เป็นร้านขายของฝากที่สวยมาก เดี๋ยวเราจะมาแวะกันขากลับ

 

 

พอใกล้จะถึงก็เริ่มเจอใบไม้แดงแล้ว

 


 

เป็นอีกเมืองที่เราประทับใจบรรยากาศและบ้านเมืองมากๆ สวยและชิวสุดๆ

 




 

รองเท้าใหม่ซื้อปุ๊บใส่ปั๊บ เห่อแค่ไหนถามใจตัวเองดู

 


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :