Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 4 – เกียวโต หลากสี

posted in: JAPAN, KANSAI, TRAVEL | 0
Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 4 – เกียวโตหลากสี


สวัสดีค่า ตอนสุดท้ายมาแล้ววว (ในที่สุด)
เช้านี้หลังจากที่ตื่นขึ้นมาอย่างจากความเหนื่อยอ่อน เราจะไปเที่ยว Arashiyama กัน โดยออกสตาร์ทกันที่สถานี JR KYOTO

มีความยิ่งใหญ่และเริ่มแต่งต้นคริสต์มาสกันแล้ว สังเกตจากหลายๆที่ที่ไปมา ญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นประเทศที่ตกแต่งคริสต์มาสเร็วมากกกก
ต้นๆเดือน พ.ย. ก็เริ่มกันแล้ว

แวะซื้อขนมกินที่สถานี
มูสช็อคโกแลต อร่อยมากกกก พูดแล้วก็อยากจะกินอีกซะตอนนี้เลยอ่ะ ฮือ

นั่งรถไฟแค่ประมาณ 20 นาทีก็มาถึงสถานี Saga Arashiyama
วันนี้ฝนตกนิดหน่อยแถมยังเช้าอยู่ด้วยคนเลยไม่ค่อยเยอะ
มาถึงเราก็เดินตามคนอื่นๆไปเพราะเชื่อว่าทุกคนย่อมมุ่งหน้าไปในที่เดียวกันแน่นอน ฮ่าๆๆ


อีกอย่างนึงที่ชอบญี่ปุ่นก็คือ เค้ามีวิธีน่ารักๆในการทำป้ายเพื่อบอกคนในเรื่องต่างๆ
อย่างอันนี้ คือเป็นป้ายเตือนว่าไม่ควรคุยกันเสียงดังบนรถไฟ

ภายในสถานีก็ตกแต่งด้วยลวดลายของต้นไผ่กับซากุระ

นี่ ห้ามเซลพี่ด้วยน้าาา

 

ชอบร้านรวงที่ญี่ปุ่นจริงๆ ทำไมต้องสวยขนาดนี้ด้วยนะ




บ้านที่อยู่แถวนี้ก็สวยไม่แพ้กันเลย



มีร้านดอกไม้ด้วย น่าร้าก



พอเข้ามาใกล้แหล่งท่องเที่ยวก็เริ่มมีคนเยอะขึ้นไปโดยปริยาย



เป้าหมายแรกของวันนี้คือป่าไผ่อันโด่งดังค่า

ระหว่างทางเริ่มเจอใบไม้แดงด้วย สวยงามกลางสายฝน
(แต่นี่ยังเบาะๆน่า เดี๋ยวเราจะได้เจอของจริง)






ตามทางที่เดิน เราจะเจอกับรูปปั้นพระแบบนี้อยู่เยอะเลย


แถวๆนี้จะมีรถลากสำหรับนักท่องเที่ยวรออยู่ สามารถนั่งกันได้นะคะถ้าใครขี้เกียจเดิน เพราะนอกจากพี่ๆเขาจะลากรถแล้ว
ยังช่วยถ่ายรูป ช่วยเล่าประวัติ ช่วยดูแลเอนเตอร์เทนเราประหนึ่งเป็นไกด์ ดีมากๆ
(เราไม่ได้นั่งนะ แต่ระหว่างทางก็เจอพี่ๆเค้าเวลาปฏิบัติงาน มองแล้วก็ประทับใจ)

 

เอาล่ะ มาถึงป่าไผ่(อันโด่งดังแล้ว)



สิ่งแรกที่รู้สึกคือ เรื่อยๆ เปียกๆ คนเยอะ ทำไมไม่สวยเหมือนของคนอื่น (อ้าว) 5555
แต่ชอบที่พื้นเป็นพื้นปูน/พื้นหิน ถึงจะฝนตกแต่เวลาเดินแล้วไม่เละดีนะ
หารู้ไม่ว่าตรงนี้มันเป็นตรงต้นทางเลย ยิ่งเดินลึกเข้าไปจะค่อนข้างสงบและสวยขึ้น มีต้นไม้อื่นๆ(ที่ไม่ใช่ไผ่)น้อยลง


ระหว่างทางชอบอันนี้เป็นพิเศษ มองออกไปเห็นเป็นสุสาน เหงาๆกลางสายฝน ได้ฟีลหนังญี่ปุ่น555

เริ่มสวยแล้วๆ



 

หลังเสร็จมิชชั่นป่าไผ่ เราก็แวะกินอุด้งจากร้านแถวนั้นเพื่อเติมพลังก่อนจะเดินต่อขึ้นไปบนเขาเพื่อไปวัด JoJakkoji

เดินต่อมานิดหน่อยก็เจอทะเลสาบ มีคุณเป็ดว่ายน้ำกันด้วย
เริ่มเห็นใบไม้แดงมากขึ้นทีละนิดๆ




ระหว่างทางก็น่ารักมากๆ จริงๆเราเป็นคนไม่ชอบเวลาฝนตก แต่พอมันเคลือบใบไม้ต้นไม้และบ้านเรือนไว้แบบนี้
มันก็ดูชุ่มชื้นดีเหมือนกันนะ ให้ความรู้สึกแบบลึกลับๆ ฮาา


เรือนกระจกของคุณตา

มาถึงทางเข้าวัด JoJakkoji แล้ว
แค่ตรงนี้ยังสวยเหมือนรูปวาดเลยอ่ะ (น้ำตาจะไหล)



จ่ายค่าเข้าก็จะได้ใบนี้มา

ข้างในมันสวยมากกกกกกกก ไม่รู้จะพูดยังไง แต่มันเหมือนหลุดมาจากรูปวาดญี่ปุ่นโบราณที่จะมาพร้อมบทกวี
เดินขึ้นเขามาก็ไม่ไกล แต่บรรยากาศนี่คนละเรื่องกับแถวป่าไผ่เลยจริงๆ มันเงียบสงบ ชุ่มชื้น และบริสุทธิ์มากๆ





ตอนที่เราไป ไม่ใช่ช่วงพีคของใบไม้แดง เลยยังมีต้นเขียวๆอยู่มาก แต่พอมันมาเจอจริงๆ มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ

ต้นสน + ใบไม้แดง + ฝน = รูปวาดชัดๆ!!



ต้นไม้ต้นใหญ่มาก ทั้งรมรื่น ทั้งลึกลับ
มอสเขียวๆพวกนี้ก็มีเสน่ห์จริงๆ


สวยจนแทบหยุดหายใจ (แบบไม่ได้เวอร์เลย)




เดินขึ้นเขากันมาเรื่อยๆ ฝนก็ยังตกไม่หยุด แต่เราแทบไม่ได้สนใจฝนกันแล้ว


สรุปว่า วัดนี้ เป็นวัดที่เราชอบมากที่สุดในเกียวโต ถ้าจะให้นิยามเป็นคำๆก็คงเป็น 
งดงาม สงบ และ ลึกลับ
ใครผ่านไป ลองเดินขึ้นไปชมกันได้เลยนะ

 

พอเต็มอิ่มกับความสวยงาม เราก็ค่อยๆเดินกลับ
แต่ขากลับเราจะไม่ย้อนกลับทางเดิม แต่กลับอีกทางนึง



ทางนั้นจะผ่านศาลเจ้า Nonomiya เป็นศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความรักค่ะ



คนแน่นศาลเจ้าเหมือนเป็นคนละโลกกับที่ๆเพิ่งไปมาเลยทีเดียว

สาวๆญี่ปุ่นมาขอพรกัน


ทางนี้มีร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน ส่วนใหญ่เป็นงานคราฟท์ของท้องถิ่นในแพคเกจสวยๆ ดีมากๆ


ตรงนี้เป็นร้านน้ำชา น่าจะฟินมากถ้าได้นั่งจิบชาอุ่นๆกลางสายฝน แต่คนเยอะไปหน่อย เราก็เลยไม่ได้แวะ
พอลงจากเขาเราก็มุ่งหน้าไปที่จุดหมายต่อไป คือสะพาน togetsukyo นั่นเอง

 

ฟ้าเริ่มมืดๆแล้ว ฤดูใบไม้ร่วงนี่มืดเร็วมาก แถมวันนี้ฝนตกด้วยเลยยิ่งครึ้มเข้าไปใหญ่




เพราะฝนตกและใบไม้ก็ยังไม่ค่อยแดงเต็มที่ วิวตรงสะพานเลยพื้นๆมาก กลับออกมาหาอะไรกินดีกว่า555


นี่สิดี
คุณซอฟครีมมมม

คุณคาราเกะะะะะ
อาหารนี่เป็นมิตรแท้จริงๆ คาราเกะร้อนๆกลางฝนคือดีย์~~

กินเสร็จเราก็เล่นเดินดูร้านค้าต่อนิดหน่อย คนญี่ปุ่นนี่ดีจังเลยน้าา ใส่กิโมโนมาเดินเที่ยวกันเต็มเลย


 

เดินเรื่อยๆกลับมาที่สถานี Saga Torokko
เราเข้าไปใน 19th century hall เพื่อพักเหนื่อยก่อนเดินทางกลับเกียวโตกัน




ที่นี่มีจัดแสดงออแกนเปียโนและหัวรถจักรโบราณค่ะ





พอชมเสร็จเราก็เดินไปขึ้นรถไฟ 
ไม่นานก็กลับมาถึงเกียวโตด้วยความเหนื่อยอ่อนและหิวโหย เลยออกมาหาอะไรใส่ท้องกันสักหน่อย


ได้ร้านนี้แถว Sanjo ช่วยชีวิตไว้ค่ะ
‘Saizeriya’
เป็นร้านอาหารครอบครัวจานด่วนราคาย่อมเยา(มาก) ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารฝรั่ง

ได้พิซซ่ากับเซ็ทแฮมเบิร์กมาคนละเซ็ท อิ่มอร่อย ราคาถูก แนะนำเลย ฮ่าๆ



กินเสร็จเราก็นั่งรถบัสกลับเข้าที่พักไปนอนกัน พรุ่งนี้จะตื่นมาเที่ยวในตัวเมืองเกียวโตกันค่า

 


เช้าแล้วว (จริงๆก็ไม่เช้าเท่าไหร่…)
วันนี้ที่แรกที่เราจะไปคือวัดน้ำใส Kiyomizu แลนมาร์คแห่งเกียวโตกันก่อนเลย เพราะอยู่ใกล้ที่พักมาก สามารถเดินข้ามถนนขึ้นไปที่วัดได้เลย
จริงๆกะไว้ว่าอยากใส่กิโมโนเดินเหมือนกัน แต่พอฝนตกก็ พอเถอะ.. พัก 555

ทางเดินจากแถวที่พัก เงียบสุดๆเพราะยังเช้าอยู่


ชอบบรรยากาศสงบๆแบบญี่ปุ่นอย่างนี้มากเลย มันไม่เก่าเกิน ไม่ใหม่เกินดี

เดินแป๊ปเดียวก็มองเห็นเจดีย์อยู่ไกลๆแล้ว


เราเข้าทางถนนที่ไม่ใช่ถนนหลัก แต่เป็นด้านข้างๆวัดค่ะ



ปีนบันไดขึ้นมาเสร็จก็เดินไปเก็บภาพประตูใหญ่ไว้หน่อย คนก็ยังน้อยอยู่แฮะ

วันนี้ฝนตก ฟ้าเลยเป็นสีขาว ไม่ชอบเลยยย
รูปไหนถ่ายไม่ติดท้องฟ้าถึงจะรอด

บรรยากาศภายในวัด




และแล้ว… เย้…มีส่วนที่ปิดปรับปรุงค่า…
และไม่ใช่แค่จุดเดียวนะ

ถ่ายไปติดเครนอ่ะ แงง เสียใจ
ถึงใบไม้หลากสีก็สวยอยู่ก็เถอะ

ซูมเครนแบบชัดๆให้ช้ำใจเล่น

 

หนีเครนมาถ่ายเฉพาะใบไม้ดีกว่า ฮ่าๆ
เขียวเข้มตัดกับส้มสดแบบนี้ก็สดใสแปลกๆดี


คนเพียบเลยค่า
ทุกคนพยายามแย่งกันยืนในจุดที่จะสามารถเซลฟี่ตัวเองออกมาได้ดีที่สุด

มองลงไปที่จุดขอพร

มาถึงแล้ว วิวมหาชน
มองเลยไปแอบเห็นตึกที่ปิดปรับปรุงแอบอยู่ลิบๆ555

ถ่ายวิวมหาชนเสร็จก็เดินวนลงมาที่จุดขอพรกัน แต่คิวมันค่อนข้างยาวเราก็เลยไม่ได้ไปต่อคิวรองน้ำกับชาวบ้านเค้า



 

เด็กๆน่าร้ากก


เขียวส้ม เขียวส้ม เต็มไปหมดดดด



ไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่ทั้งอาคารบ้านเรือน รูปปั้น ทุกอย่างมันเข้ากันไปหมดเหมือนได้เลือกและคิดมาอย่างดีว่าใช้สีอะไร
ถึงจะสามารถสวยได้ทั้งเมื่ออยู่เดี่ยวๆและยังเข้ากันกับสีจากธรรมชาติของทุกฤดูอีก สุดยอดจริงๆ





กลับมาที่ประตูใหญ่อีกรอบ

คราวนี้เราจะเดินย้อนกลับกันทางถนนเส้นหลักบ้างแล้ว
แน่นอนว่า… คนเยอะมากกกก
มองไปทางไหนก็เห็นแต่หัวคน


แต่ก็ต้องยอมแลกล่ะ เพราะร้านค้าฝั่งนี้คึกคักกว่ามากเลย
อาหารขนมอะไรเต็มไปหมด






มีกระทั่งร้านของที่ระลึกแปลกๆ

แวะกดโปเกบอลหน่อย
โอ๊ะ  
สวัสดีคุณเกียวโตทาวเวอร์และคุณยักษ์~



ร้านจิบลิ
ข้างในมีคุณโตโตโร่ตัวใหญ่รอต้อนรับอยู่





อากาศหนาวๆ แวะกินเซมเบ้กันดีกว่า
น่ากินหมดเลยอ่ะ เลือกไม่ถูก


เอามาทั้งแบบเค็มแบบหวานเลยก็แล้วกัน!


เดินเล่นกันอีกนิดหน่อย ก็ได้เวลาไปยังเป้าหมายต่อไปของเรา

 

สถานีต่อไปของเราคือ ฟุชิมิอินาริ
วันนี้เป็นวันเก็บแลนด์มาร์คค่ะ 5555
เดินทางกันด้วยรถไฟ JR ลงสถานี JR Inari

มาถึงแล้ววว
โทริอิแดงและคุณจิ้งจอกคอยต้อนรับเลย
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง เข้าไปกันเลย


สาวๆใส่กิโมโรมาเดินกันเต็มไปหมด

ข้างในเป็นอาคารสีแดง ประดับด้วยสีทอง หน้าตาคล้ายกับที่คิโยมิสุที่เพิ่งไปมาเมื่อกี้อย่างมากค่ะ ฮ่าๆๆ




รูปปั้นของคุณจิ้งจอก




แม้แต่ป้ายขอพรก็เป็นโทริอิ สีแสบตาสุดๆ
อีกแบบนึงเป็นรูปจิ้งจอก ก็น่ารักเหมือนกัน


เดินชมภายในศาลเจ้ากันต่อ




เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ
เทพ อินาริ เป็นเทพแห่งเกษตรกรรม และ ข้าว
ส่วนที่เราเห็นรูปปั้นจิ้งจอกอยู่ที่ศาลเจ้าอินาริทุกๆที่ ก็เพราะว่า เทะจิ้งจิกนั้นเป็นบริวารและผู้ส่งสารของเทพอินารินั่นเอง

เดินลึกเข้าไปด้านในสุดก็จะเจอกับทางเข้าดงโทริอิพันต้นแล้ว
โทริอิสีแดงพวกนี้มาจากการที่คนมาสร้างบริจาคค่ะ ตัวอักษรที่เขียนอยู่บนเสาก็คือชื่อคนสร้างนั่นเอง


สีสดสะใจมาก


ตรงนี้มีความน่ากลัวนิดๆแฮะ กองกันพะเนินเลย

ตรงนี้เป็นทางแยกของโทริอิเล็กๆไปสองทาง


ต้นเล็กแต่ก็สวยไม่ใช่เล่นนะ



แอบชะโงกหน้าออกมาตรงกลางหน่อย

กว่าจะได้รูปโทริอิสวยๆ สงบๆแบบนี้ ก็ขอบอกว่า… รอจังหวะหลบคนนานอยู่5555


ระหว่างทางมีเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นที่มากับคุณพ่อ นับเสาทีละต้นทีละต้นไปตลอดทางด้วยล่ะ น่ารักมากๆเลย

 

ถ้าจะเดินให้ครบทั้งหมดที่มีตามแผนที่จะใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง(หรือมากกว่านั้น) เราก็เอาแค่พอประมาณดีกว่า เมื่อยแล้วด้วย ฮา
จากในแผนที่จะเห็นว่า ที่เราเดินไปเป็นแค่โค้งแรกเท่านั้นเอง ถ้าเลี้ยวขวาก็จะมีให้เดินขึ้นไปต่ออีกทั้งเขาเลยล่ะ
แต่เราเลี้ยวซ้ายกลับลงมาข้างกันแทน


เมื่อกลับออกมาสู่โลกภายนอกได้อีกครั้งก็มาถึงโปรแกรมเด็ดของวันนี้แล้วค่ะ
เพียงแค่คุณเดินผ่านเข้าไปในโทริอิต้นยักษ์…เราขอนำเสนอ..
ถนนเดินกินข้างวัด! (?)


เนกิโทริ (ไก่ย่างต้นหอม)

ปูอัดย่าง (มั้ง..)

และสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเยียวยามนุษยชาติ เบคอนยักษ์ย่าง!
โอ้ย คือโหด คือดีมากก มันยาวมันหนามันนุ่มชุ่มรสเบคอนเต็มๆ
มีไซส์ SกับL เลยจัดมาไซส์ละอัน
(คือจริงๆสั่งไซส์ S ไปอันนึงก่อน พอกินเข้าไปคำนึงเท่านั้นแหละ..สั่งใหม่แทบไม่ทัน)


และต่อจากสิ่งที่สุดยอดแล้ว ก็คือสิ่งที่สุดยอดพอๆกันอย่าง ข้าวหน้าปลาไหลร้านดัง Nezameya นั่นเอง!

ร้านจะอยู่ที่หัวมุมถนนอย่างนี้ หาไม่ยากค่ะ
ย่างปลากันหอมๆหน้าร้านเลย


มีลูกโลกให้ปักหมุดด้วยว่าเรามาทานจากที่ไหน

ราคาก็ตามนี้เลย

น้ำชาฟรี

อาหารมาแล้ว หน้าตาอาจจะไม่อลังการแต่บอกได้คำเดียวว่า มันอร่อยมากกกกกก
มันหวานนุ่มละมุน พอดิบพอดีสุดๆ พูดแล้วอยากจะกินอีกตอนนี้เลย ฮ่าๆๆ

 

พออิ่มท้องเราก็ออกเดินทางกันต่อ
สถานีรถไฟก็ตกแต่งด้วยเอกลักษณ์ของฟุชิมิอินาริอย่างโทริอิ สีส้ม และจิ้งจอกด้วยเหมือนกัน
เป้าหมายต่อไปคือ วัด Nanzenji ค่า
เรานั่งรถไฟของ Keihan จากสถานี Fushimi Inari มาลงที่ สถานี Sanjo
แล้วต่อรถฟไต้ดินสาย Tozai มาลงที่สถานี Keage


ถึงแล้ว ออกจากใต้ดินมาก็เดินไปอีกนิดหน่อย ถ้าเห็นอุโมงค์อิฐๆแบบนี้ก็เลี้ยวเข้าไปได้เลย


รักลำธารจิ๋วๆพวกนี้ที่สุด

ทางเดินตรงนี้เงียบดีมาก ไม่เหนื่อยคนเหมือนสองที่ๆผ่านมา




ระหว่างทางก็เจอหนูน้อยตัวจิ๋วในชุดญี่ปุ่น น่ารักมากกกกกก

จริงๆที่นี่ก็มีคนอยู่ประมาณนึงนะ แต่เพราะมันเป็นวัดใหญ่ และไม่ได้มีจุดมหาชน คนก็เลยกระจายๆกัน




ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :