ALISHAN | สูดอากาศให้เต็มปอด แล้ว ให้ธรรมชาติโอบกอดเรา

posted in: TAIWAN, TRAVEL | 0

ALISHAN | สูดอากาศให้เต็มปอด แล้ว ให้ธรรมชาติโอบกอดเรา



Alishan (อาลีซาน / 阿里山)

หรือในชื่อเต็มว่า Alishan National Scenic Area – อุทยานแห่งชาติภูเขาอาลี

ตั้งอยู่ที่เมือง เจียอี้ (Chiayi) ทางตอนกลางค่อนมาทางใต้ของเกาะไต้หวัน

สถานที่ท่องเที่ยวสุดสวยที่เป็นที่นิยมมากในไต้หวัน สำหรับคนไทยแล้วก็เริ่มมีคนสนใจและไปเที่ยวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

 

กิจกรรมหลักของที่นี่ก็จะเป็นการเดินชมป่าสน ศึกษาธรรมชาติ และนั่งรถไฟสุดสวยไปดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า

ปกติแล้วฤดูที่เป็น High Season ของที่นี่ก็คือ ซากุระ! นั่นเองงง และรองลงมา เราก็อาจจะได้เห็นกันในหลายๆรีวิว

คือช่วงเวลาที่มีหมอกลง ท่ามกลางป่านสนนี่มันช่างสวยงามจริงๆเลยใช่มั้ยล่ะครับ

 

แต่! วันนี้เราไม่มีทั้งซากุระ และ สายหมอก มาให้ดูหรอกนะ ฮ่าๆ

 

แล้วอาลีซานของเรามีอะไรบ้างล่ะ?

อาลีซานของเราเป็นวันที่ฟ้าสดใส แสงแดดที่ลอดผ่านป่าสน อากาศหนาวๆ หม้อไฟร้อนๆ และ พระอาทิตย์ขึ้นสุดสวย

แค่นี้ก็น่าติดตามขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั้ยล่ะครับ มาๆ ตามเราไปเที่ยวกันดีกว่า :)


การเดินทาง

จากสนามบินเถาหยวน Taoyuan International Airport
  • นั่งรถ UBus ไปลงที่สถานี THSR เถาหยวน และต่อรถไฟความเร็วสูง THSR ไปลงที่สถานี THSR เจียอี้ จากนั้นต่อรถบัสไปยังอาลีซาน
  • นั่งรถบัสไปลงที่สถานี TRA เถาหยวน และต่อรถไฟ TRA ไปลงที่สถานี TRA เจียอี้ จากนั้นต่อรถบัสไปยังอาลีซาน
จาก Taipei Main Station
  • นั่งรถไฟความเร็วสูง THSR ไปลงที่สถานี THSR เจียอี้ จากนั้นต่อรถบัสไปยังอาลีซาน
  • นั่งรถไฟ TRA ไปลงที่สถานี TRA เจียอี้ จากนั้นต่อรถบัสไปยังอาลีซาน
ตรวจสอบตารางรถไฟ
ตารางรถบัส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แผนที่ Alishan National Scenic Area

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทริปนี้ เราเริ่มเดินทางมาจากเมืองไทจง (Taichung) นั่งรถไฟ TRA มาลงที่สถานีเจียอี้ และ ขากลับ กลับโดยรถไฟ THSR จากเจียอี้

นั่งไปลงที่สถานี Taipei Main Station เพื่อไปเที่ยวในไทเปกันต่อ


เอาล่ะ มาเริ่มต้นการเดินทางของเรากันดีกว่า!

 

เริ่มต้นกันที่สถานีไทจง Taichung Station เราขึ้นรถไฟ TRA ไปลงสถานี Chiayi เพื่อต่อรถบัสไปยัง Alishan อีกที

สถานีไทจงหลังเก่า มีความสวยและคลาสสิคมาก และกำลังจะถูกปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ หลังจากย้ายไปใช้อาคารสถานีใหม่ ที่เป็นแบบลอยฟ้า

 

 

มารอที่ชานชาลากันเลยย ใหญ่ทันสมัยสมเป็นสถานีใหม่มากๆ

 

 

รถไฟมาแล้ววว รถไฟโดยสารส่วนใหญ่ของไต้หวัน จะใช้ระบบไฟฟ้า ภายในก็สวยงามทันสมัย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเลย

 

 

นั่งแป๊บเดียวก็มาถึงสถานี Chiayi สถานีนี้จะยังเป็นแบบเก่า ไม่เหมือนที่ Taichung

แต่ก็ยังสวยอยู่นะ ดูวินเทจดี ที่สำคัญคือสะอาดและเป็นระเบียบกว่าที่ไทยเยอะ ฮ่าๆๆ

 

 

เดินออกมาจากสถานีให้สังเกตทางขวามือ เราจะเห้นอาคารเล็กๆ เขียนไว้ว่า Alishan Shuttle Bus

ตรงนี้จะเป็นจุดซื้อตั๋วและขึ้นรถสำหรับไป Alishan ว่าแล้วก็เดินไปกันเลย

 

 

หันกลับมาดูสถานี Chiayi กันหน่อย

 

 

ซื้อตั๋วเสร็จก็นั่งรอ รถจะมาจอดทางซ้ายมือของเรา พอขึ้นรถก็ขึ้นไปนั่งตามเลขที่บนตั๋ว

นั่งรถขึ้นเขาวนไปวนมา คดเคี้ยวมาก สำหรับใครที่เมารถแนะนำว่าควรเตรียมยาแก้เมามาหรือถุงสำหรับอาเจียนมาด้วยนะฮะ

นั่งไปเรื่อยๆเราก็เริ่มง่วง ว่าแล้วก็หลับสิครับ รออะไร ฮ่าๆๆ เราจะตื่นมาอีกทีก็คือตอนที่ต้องลงไปซื้อตั๋ว จ่ายค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ

ค่าเข้า Alishan National Scenic Area วันเสาร์อาทิตย์จะราคา 200NT ส่วนวันธรรมดาจะถูกกว่าที่ราคา 150NT

 

ผ่านจากจุดเข้าอุทยานอีกไม่นานเราก็มาถึง Alishan กันแล้ววววว

โดยรถจะจอดในลานจอดรถที่อยู่ในพื้นที่โรงแรม ร้านอาหาร และ Travel Information Center

 

 

โซนโรงแรมที่พักจะต้องลงบันได้ที่อยู่ด้านข้าง Travel Information Center

เราก็ไม่รอช้า แบกกระเป๋าลงไปกันเลยยย

 

 

เราพักที่โรงแรม Dafong Hotel ห้องสวยงามใช้ได้ ราคาไม่แพง แต่ข้อเสียก็คือ ไม่มีฮีทเตอร์ (ซึ่งกลางคืนหนาวมากก)

แต่ไม่ต้องกลัววว เค้ามีผ้าห่มไฟฟ้าให้นะ เวลาขดอยู่ในผ้าห่มนี่อุ่นสบายสุดๆ แต่จะลุกไปเข้าห้องน้ำทีนึงนี่ ขนลุกไปทั้งตัว ฮ่าๆๆ

 

 

โรงแรมที่นี่จะเช็คอินได้หลังบ่าย 3 เป็นต้นไป เราจึงต้องฝากกระเป๋าไว้ก่อนค่อยกลับเข้ามาหลังจากเดินเที่ยวเสร็จ

เราก็เดินกลับขึ้นไปทางบันไดที่เราลงมา แต่เอ๊ ทำไมตอนขึ้นรู้สึกว่าบันไดมันย๊าวยาววว

 

 

ขึ้นมาจะเจอกับแผนที่อุทยานอยู่ใกล้ๆ ดูดีจริงจังเลยทีเดียว

 

 

กำลังจะไปเดินป่า แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงท้องร้อง เราเลยไปแวะหาอะไรใส่ท้องกันก่อนที่ร้านอาหารใกล้ๆ

เป็นข้าวหน้าพอร์คช็อป และ ข้าวราดหน้าเนื้อกับผัก แปลกๆแต่ก็อร่อยดี ที่สำคัญให้เยอะมากกกก

 

 

เติมพลังกันเสร็จเรียบร้อย เราก็พร้อมแล้ว เริ่มต้นเดินผ่านทางเข้าอุทยาน ฟ้าสีฟ้าสดตัดกับต้นสนสีเขียวในอากาศเย็นๆสบายๆที่มันดีจริงๆเลยน้าาา

 

 

ระหว่างทางมีการตกแต่งด้วยกระเบื้อง mosaic เป็นรูปอุทยานและรถไฟของ Alishan ด้วย สวยดีทีเดียวเลย

 

 

อากาศดีแจ่มใสมาก มีเมฆเล็กน้อย เดินสบายๆเลย

 

 

สิ่งที่ประทับใจมากอีกอย่างของที่นี่ก็คือทางเดิน เป็นไม้มีราวเหล็กออกแบบสวยงาม และตอนกลางคืนก็มีไฟ

อยากให้อุทยานไทยทำแบบนี้บ้าง นอกจากจะเดินสะดวกสบายแล้ว ยังกันไม่ให้คนหลงออกนอกเส้นทางได้อีกด้วย

 

 

เดินมาสักพักเราก็จะเข้าสู่เขตป่าสนกันแล้ววว ทางเดินข้างๆจะเลียบไปกับถนน สำหรับคนที่พักภายในตัวอุทยานเลย (ซึ่งราคาสูงกว่า)

เห็นรีวิวหลายๆคนมาเดินป่าสนตอนมีหมอกก็อิจฉา แต่พอมาจริงๆ ป่าสนแบบไม่มีหมอก แต่มีแสงแดดลอดเข้ามารำไรๆนี่มันก็สวยใช่เล่นเลยนะ

 

 

ผ่านป่าสนจุดแรก เราจะทะลุออกมาที่ด้านหน้าสถานีตำรวจ ซึ่งสวยมากกกก ยิ่งถ้าน่าซากุระ น่าจะสวยกว่านี้อีกหลายเท่า

 

 

ฟ้าสีฟ้าสดตัดกับใบไม้สีแดงที่เหลืออยู่นิดหน่อย กับต้นสนเขียวๆสดชื่น ก็เป็นภาพที่สวยจริงๆ

 

 

ใกล้ๆกันก็จะมีป้ายบอกทางไป Zhaoping Park และ Zhaoping Station ติดๆกันก็มีทางเดินลอยฟ้าด้วยล่ะ

ทางเดินนี้ถ้ามาในช่วงซากุระด้านล่างก็จะเห็นดอกซากุระบานเต็มไปหมด น่าจะเป็นภาพที่สวยงามทีเดียว

 

 

เดินต่อมาอีกหน่อยเราก็จะมาบรรจบกับทางรถไฟ ที่เตรียมจะเข้าสถานี Zhaoping Station บรรยากาศดีอย่างกับอยู่ในหนังเลยล่ะ

 

 

นี่แล้วก็เดินมาถึง Zhaoping Station ตัวอาคารสถานีทำด้วยปูนผสมไม้ ดูสวยทีเดียว เราเข้ามาเดินเล่นข้างในเพราะมีรถไฟเข้ามาจอดพอดีด้วยล่ะ

 

 

เจอแล้ววว เจ้ารถไฟสีแดงแสนสวย

ขบวนนี้แหละที่พรุ่งนี้เช้าเราจะนั่งไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันนน

 

 

อ๊ะๆ อย่ายืนเกินเส้นนี้นะจ้ะ มีลายดอกซากุระด้วย น่ารักมากเลย

 

 

เดินชมสถานี ถ่ายรูปกับเจ้ารถไฟเสร็จ เราก็ออกเดินกันต่อ ทางเดินเลียบทางรถไฟเข้าไปในป่าสน

 

 

เวลาประมาณบ่ายสองโมงกว่า อากาศข้างนอกเริ่มเย็นขึ้นนิดหน่อย แต่ท้องฟ้ายังเป็นสีฟ้าสวย ตัดกับเมฆปุยสีขาว

 

 

แล้วเราก็กลับเข้าสู่เส้นทางป่าสนกันอีกครั้ง คราวนี้ต้นสนใหญ่ๆสูงๆ เยอะมากเลยล่ะครับ

 

 

เดินลัดเลาะลงเขากันไปเรื่อยๆ ป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์มากๆ

 

 

จุดหมายต่อไปของเราก็คือ Sister Pond เป็นสระน้ำสองสระที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางป่าสน

มีตำนานเกี่ยวกับที่นี่เล่าว่า พี่น้องสองสาวหลงรักผู้ชายคนเดียวกัน แต่ไม่มีทางออก จึงตัดสินใจกระโดดน้ำลงในสระทั้งสองสระนี้

โดยจะมีสระใหญ่ชื่อ Older Sister Pond และ สระเล็ก Younger Sister Pond

 

 

รอบๆสระทั้งสอง จะมีทางเดินไม้ตัดผ่านเข้าไปในดงต้นสนที่หนาแน่น ให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ๆ

มันสวยมากจนเราอดใจไม่ไหว ถ่ายรูปมาซะเยอะเลยยยย

 

 

และยังได้เห็นวิวของสระน้ำจากอีกด้าน ที่สวยงามไปอีกแบบ

 

 

ระหว่างทางเราไปเจอกับเจ้านี่เข้าล่ะ มันคือมอสที่ขึ้นอยู่บนตอของต้นสนที่หัดโค่นไปแล้วนั่นเองง
พอซูมเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆแล้วเหมือนกับว่าเป็นอาณาจักรขนาดย่อมๆเลยล่ะ น่ารักมากๆ

 

 

ทางเดินอ้อมบ่อน้ำนี่สวยจริงๆครับ เดินไปมือก็กดชัตเตอร์ไปรัวๆ ฮ่าๆๆ

 

 

ต้นไม้ต้นนี้มีชื่อด้วย แต่ชื่ออะไรนั้นเราจำไม่ได้ ฮ่าๆๆ แต่ความเจ๋งก็คือ มันคือต้นไม้สามต้นที่โตขึ้นมาจากตอของต้นสนต้นใหญ่อีกทีล่ะ

 

 

ตอไม้ตอนี้เค้าบอกว่าเป็นรูปหมูป่าแหละ ดูแล้วเหมือนหมูกันมั้ยย

 

 

แดดร่ม พระอาทิตย์เริ่มลอยต่ำแล้วตอนนี้ แต่การเดินป่าของเรายังไม่จบ ฮ่าๆ

แสงอาทิตย์ที่ลอดมาตามช่องของต้นสนนี่มันสวยจริงๆนะ

 

 

ต้นสนตรงนี้จะสูงม๊ากกกกก และเรียงตัวกันหนาแน่นมากๆเลยล่ะ แหงนหน้าขึ้นไปก็มีแต่สนเต็มไปหมดดด

 

 

ทางเดินหินดีงามมากเลย เป็นการเดินป่าที่เหมือนไม่ได้เดินป่า ฮ่าๆๆ

 

 

แสงแดดตอนเย็นๆ ลอดผ่านช่องต้นสนมาตกกระทบกับพื้นและทางเดิน ช่างดีต่อใจจริงๆ

 

 

เดินลงเขามาเรื่อยๆเราก็ใกล้จะถึงทางออกจากป่าส่วนนี้แล้ว

 

 

ออกจากป่ามาเราก็จะพบกับสวยดอก Magnolia สวยๆที่กำลังบานต้อนรับเราอยู่

 

 

ลงบันไดมาเราจะพบกับวัด Zhouzhen Temple ตรงนี้เราสามารถเดินกลับ หรือแวะเข้าห้องน้ำได้

 

 

แต่! จุดหมายของเรายังไม่หมดแค่นี้ เราจะลุยไปกันต่อที่ปลายทางคือ สถานีรถไฟ Scared Tree

 

 

โดยเส้นทางที่เราจะไปนั้นจะผ่านป่าสนที่มีอายุหลายร้อยปี ต้นใหญ่ม๊ากกกกกก เห้ยคือใหญ่จริงๆ ฮ่าๆๆ

 

 

ทางเดินในส่วนนี้เราจะได้เดินบนสะพานไม้ตัดผ่านเข้าไปในดงสนอันหนาแน่นและสวยมากๆ

 

 

เดินมาอีกไม่ไกลเราก็มาถึงเป้าหมายของเรา สถานี Scared Tree นั่นเอง แต่อยู่แถวนี้ได้แป๊บเดียวก็ต้องรีบกลับแล้ว

เพราะฟ้ากำลังเริ่มมืด ถ้าออกจากป่าไม่ทันคงจะน่ากลัวพิลึกเลยเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ!

(แอบบอกว่าขากลับเป็นการเดินขึ้นเขา เหนื่อยใช่เล่นเลยนะ)

 

 

ระหว่างทางเดินกลับเราก็มาแวะถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกกันที่จุดชมวิว สีสวยมากกกกก แถมอากาศก็เริ่มหนาว รูปที่เห็นก็สวยไม่เท่าของจริงบอกเลยยย

 

 

เดินกันมาเหนื่อยๆ กับอากาศหนาวๆแบบนี้ เราก็ต้องเติมพลังกันหน่อย

เราเลือกเข้าร้านที่ดูคนเยอะ และ มองลอดเข้าไปมีหม้อไฟร้อนๆส่งกลิ่นหอมออกมา ไม่รอช้า เข้ามาก็สั่งอาหารกันอย่างรวดเร็ว

รอไม่นานหม้อไฟหม้อใหญ่กับอาหารที่เราสั่งก็มาเสริฟแล้วว

 

 

สุกี้อร่อย หอม และอุ่น มันช่างดีต่อใจมากจริงๆ แต่อาจจะจืดไปหน่อย เพราะไม่มีน้ำจิ้มให้จิ้มเลย

ถ้าขอซอสก็จะได้มาเป็นซอสคล้ายๆซีอิ้วขาว / แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณมีสิ่งนี้ มันจะทำให้คุณฟินขึ้นอีกสิบเท่าาาาา

นั่นก็คือน้ำจิ้มสุกี้ และ น้ำจิ้มซีฟู้ด แบบ ซอง จากเมืองไทยนี้เองงงงง เราแอบพกมาด้วยล่ะ ได้ใช้ทันที อร่อยมากกก ฟินนนนน

 

 

กุ้งผัดใส่เม็ดมะม่วงหิมพานเนื้อเด้งอร่อยมากก

 

 

อันนี้เป็นเต้าหู้ทอดที่อร่อยมากกกกก เสียอย่างเดียวไม่มีน้ำจิ้ม ถ้ามีน้ำจิ้มหวานของไทยนะ เด็ดมาก

เต้าหู้คล้ายแบบญี่ปุ่น นุ่มๆ ข้างนอกกรอบๆ โอยย ฟินนน

 

 

จานนี้เป็นของโปรดเรา ฮ่าๆๆ ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั่นเองงงง เราชอบไปชิมเมนูนี้ในร้านทุกร้านที่มี เคยไปสั่งที่โกเบด้วยนะ ฮ่าๆๆ

 

 

กินกันอิ่มหนำสำราญแล้ว เราก็มีเวลานั่งเล่นมือถือ อัพรูปลง ig และอ่านอะไรในเว็บนิดหน่อย

เราพบกับเรื่องสุดช็อค! นั่นก็คือ เราลืมซื้อตั๋วรถไฟที่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้น่ะสิ ซวยแล้วๆ มาถึงนี่จะไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเหรอเนี่ย

เราลองค้นหาข้อมูลดูจากในหลายๆเว็บ ก็มีแต่คนบอกว่าต้องซื้อล่วงหน้าหนึ่งวันทั้งนั้นเลย เริ่มเครียด

 

แล้วก็เหมือนสวรรค์ยังเข้าข้าง เราไปเจอกระทู้นึงในพันทิพที่บอกว่า เราสามารถซื้อตั๋วตอนเช้าของวันนั้นๆได้ด้วย แต่ต้องตื่นไปก่อนคนอื่น

เพราะไม่งั้นตั๋วจะขายหมดก่อน พอรู้อย่างงี้เราก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เอาวะ อย่างน้อยก็ยังมีลุ้นๆ

ตัดสินใจว่าถ้าไม่มีตั๋วจริงๆ เดินก็เดินวะ น่าจะเหมือนเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูกระดึงแหละมั้ง ฮ่าๆๆ

กินกันเสร็จเราก็เลยรีบไปเข้านอน ซุกตัวในผ้าห่มไฟฟ้าอุ่นๆ เพราะอากาศรอบๆตัวเรามันเหลือ 10 องศาเข้าให้แล้วววว

 


 

ตื่นเช้าขึ้นมาเวลาตีสี่ เรารีบแต่งตัวออกจากห้องพุ่งไปยังสถานีรถไฟ ป้ายบอกอุณหภูมิข้างนอกคือ 4 องศา แหมมม ถึงว่า หนาวเชียวนะ

 

 

แม้แต่น้ำค้างบนหลังคารถก็ยังกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

 

 

มาถึงสถานีรถไฟ ปรากฏว่าเรามาเร็วไปปป ฮ่าๆๆ สถานียังไม่เปิดประตู และไม่มีเจ้าหน้าที่เลย เราเลยได้โอกาสออกมายืนดูดาวกันซะหน่อย

 

 

ดาวสวยมาก ถ่ายดาวกันเพลินเลยยย

 

 

รอถึงประมานตี 4:45 ประตูสถานทีก็เปิด เรารีบพุ่งตัวไปยังคิวซื้อตัว เยสสส มีขายตั๋วจริงๆด้วยยย

อันนี้ขอเน้นเลยว่า สามารถซื้อตั๋วตอนเช้าได้นะครับ เรามาซื้อเองกับมือ ฮ่าๆ

เผื่อเพื่อนๆที่มาแล้วซื้อไม่ทันแบบเราจะได้ไม่ต้องกังวล เพราะเห็นส่วนใหญ่จะบอกว่าต้องซื้อล่วงหน้าหนึ่งวันเท่านั้น

 

 

รอได้สักพักก็เริ่มมีคนมาต่อคิวกันเรื่อยๆ ส่วนคนที่มีตั๋วแล้วก็สามารถขึ้นไปรอที่ชานชาลาได้เลยย

 

 

ในที่สุดก็ได้ตั๋วมาแล้วววววว (จริงๆก็แนะนำให้ซื้อล่วงหน้านะครับ จะได้ไม่ต้องตื่นเช้ามาก ฮ่าๆ)

 

 

ทีนี้เราก็มารอเข้าชานชาลากัน พอเจ้าหน้าที่เปิดให้เข้าเราก็เข้าไปเลือกแถวที่จะรอขึ้นรถไฟ

 

 

ถึงเวลาเจ้ารถไฟสีแดงสุดสวยก็มาตามนัด เราก็ขึ้นไปกันเลย แนะนำว่าให่รีบขึ้นไปให้ได้นั่ง เพราะคนเยอะมากก ถ้ายืนจะทรมานสุดๆ

 

 

นั่งๆยืนๆกันมาไม่นาน เราก็มาถึงสถานี Zhushan ปลายทางของเรา ลงจากรถก็จะเห็นป้ายบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ที่สถานีเลย

 

 

จุดแรกที่ทุกคนมุ่งไปก็คือ Zhushan View Point เดินประมาณ 100 เมตรจากสถานี คนเยอะมากกก และหาที่ถ่ายรูปสวยๆยาก เราจึงขอผ่านจากจุดนี้ไป

ไปยังอีกจุดชมวิวที่เราอยากแนะนำ ต้องเดินไปประมาณ 500 เมตร ชื่อว่า Ogasawara Mountain Viewing Lot

ขึ้นเขาลงเขาเล็กน้อยพอหอบๆ แต่ว่าวิวสวยกว่ากันเยอะมากกกก

เดินมาถึงจุดชมวิวนี้จะเป็นยอดเขาเลย มองได้รอบด้าน คนไม่ค่อยเยอะ ว่าแล้วก็ไปจับจองพื้นที่ถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นกัน!

 

 

พระอาทิตย์ขึ้นที่นี่เราจะไม่ได้เห็นดวงพระอาทิตยเป็นไข่แดงแบบที่คุ้นเคยกัน แต่ความสวยของพระอาทิตย์ Alishan ก็คือ

ช่วงเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบเขานี่แหละ ท้องฟ้าจะเป็นสีน้ำเงินอมส้ม ล้อมรอบไปด้วยวิวทิวทัศน์ราวกับหลุดออกมาจากภาพเขียนจีน สวยงามมากๆ

 

 

หลายๆคนก็จับจองพื้นที่ต่างมุมกันไป

 

 

โอ๊ยยย ดูภูเขาที่สลับซับซ้อนบนแสงสีสวยๆนั่นสิ มันสวยมากจริงๆนะ เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับที่ยอมเดินขึ้นเขามาอีก 500 เมตร

ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เราอยากบอกทุกคนว่า ถ้ามีโอกาสมาไต้หวัน ห้ามพลาด Alishan เด็ดขาดจริงๆ

 

 

ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ให้เราได้เห็นท้องฟ้าไล่สีสวยๆหลายๆแบบ

 

 

แล้วพระอาทิตย์พระเอกของเราก็โผล่พ้นขอบเขาออกมาแล้วววว

 

 

หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็สวยไปอีกแบบนะ

 

 

ระหว่างที่รอนั้นเราไม่รู้เลยว่าอากาศหนาวแค่ไหน พอสว่างเลยได้เห็นว่า แม้แต่พื้นที่เรายืน และยอดไม้ใกล้ๆ ต่างก็ประดับไปด้วยน้ำค้างแข็งกันหมด

 

 

ชมวิวกันจนเต็มอิ่มก็เดินกลับไปขึ้นรถไฟกัน ได้เห็นทางที่เราเดินมาอย่างชัดๆด้วย สวยเหมือนกันนะเนี่ย

 

 

กลับมาถึงสถานีรถไฟ เจ้ารถไฟสีแดงจอดรออยู่แล้ว ป้ายบอกอุณหภูมิไว้ที่ 5 องศา อื้อหืออ หนาวจริงๆแหละ ฮ่าๆๆ

 

 

ถ่ายรูปกับป้ายสถานีซะหน่อยยยย

 

 

นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Alishan มีตู้รถไฟเก่าสวยๆจอดอยู่ด้วย

 

 

หลังจากแวะกินข้าวจนอิ่มแล้ว เราก็ต้องเตรียมโบกมือลา Alishan กันแล้วสินะ เป็นสถานที่ที่ดีต่อใจจริงๆเลยน้าาา

 

 

รถบัสเที่ยวกลับเราสามารถซื้อตั๋วได้ใน 7-11 ที่ลานจอดรถหน้าสถานี Alishan ได้เลย

 

 

ระหว่างทางกลับรถได้ผ่านมาแวะรับคนที่ หมู่บ้าน Fenqihu ด้วย เราแอบเจอซากุระบานต้นเล็กๆแล้วน้าาา

 

 

รถขากลับก็ยังคงขับได้อย่างคดเคี้ยวชวนเมาเหมือนเดิม ฮ่าๆ อย่าลืม ยาแก้เมากันนะฮะ

นั่งรถหลับบ้างตื่นบ้างจนสุดท้ายเราก็มาถึง สถานี THSR Chiayi กันแล้ว หน้าตาสถานีทันสมัยสวยงามมาก

ภายในมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านสะดวกซื้อครบครัน

 

 

มาถึงพวกเราก็เอาใบจองตั๋วที่ปริ้นมาไปรับตั๋วจริงที่เคาน์เตอร์ ก็ได้ตัวมาแล้ววว

 

 

ว่าแล้วก็เข้าไปรอที่ชานชาลากันดีกว่า

 

 

ถึงเวลารถ THSR สุดเร็วก็มารับเราแล้ว ภายในตกแต่งสวยงาม ให้อารมณ์เหมือน Shinkansen สุดๆ ฮ่าๆๆ

 

 

นั่งแป๊บเดียวเราก็มาถึงไทเปกันแล้วว ให้ดูหน้าตาของคุณ THSR ที่พาเรามากันชัดๆอีกที

 

 

และก็จบลงไปแล้วสำหรับรีวิว Alishan ของเราาาา เย้ หวังว่ารีวิวนี้จะมีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่กำลังจะไปหรือสนใจที่จะไปไต้หวันนะฮะ

แล้วพบกันใหม่ในรีวิวต่อไป อย่าลืมมาติดตามเราได้ที่ facebook.com/somewhereonlywego กันนะ :)

 


 

อ๊ะๆๆ เดี๋ยวก่อนนน ตอนแรกเรากะว่าจะจบรีวิวฉบับนี้ลงตรงนี้

แต่เอ๊… พอเรามาถึงห้องพักเราที่ไทเป เราก็เลยอยากแถม

 

รีวิวห้องพัก Airbnb สุดสบายใจกลาง Ximending ~

 

พูดถึง Ximending ใครที่ไปไทเปก็ต้องรู้จัก เพราะเป็นย่านวัยรุ่นสุดคึกคักเปรียบดั่งสยามสแควร์บ้านเราเลยทีเดียว

และจากการไปไต้หวันสองครั้งของเรา เราพักที่ห้องพักใน ximending ทั้งสองครั้ง ขอบอกเลยว่าสะดวกและสบายมากกก

เพราะทั้งใกล้ของกิน ช๊อปได้จนดึกโดยไม่ต้องกลัวรถไฟหมด แถมยังคึกคักจนถึงตีหนึ่งอีกด้วย

 

โดยเราเลือกใช้ห้องพักจาก Airbnb ซึ่งราคาห้องที่เราว่าคุณภาพดีๆเลยก็จะอยู่ที่คืนละ 1000 ขึ้นไป

อย่างของเรา ราคา 1500 บาทต่อคืน พักสองคนก็ตกคนละ 750 เท่านั้น แต่ห้องสวยและอยู่สบายมาก อยากให้ลองไปดูกัน มีห้องเจ๋งๆอีกเพียบ

 

 

เป็นไงน่าอยู่ใช่มั้ย ใครสนใจสามารถเข้าไปลองหาห้องพักกันได้ที่ th.airbnb.com ราคาเราว่าคุ้มกว่านอนโรงแรมมากเลย

วันนี้ไปก่อนละน้าา เที่ยวให้สนุกกันนะครับ :)


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :