6 Day North Kyushu Diary – Day 2 : Beppu – Yufuin – Aso

posted in: JAPAN, KYUSHU, TRAVEL | 0


 

DAY 2 : Beppu – Yufuin – Aso

เช้าวันนี้เราเริ่มต้นด้วยการอาบน้ำในออนเซนรวมของเรียวกังแล้วเช็คเอ้าท์เพื่อไปเที่ยวบ่อนรก หรือ jigoku meguri กัน

ตอนเราเดินออกมาฝนก็ตกลงมาพอ คุณลุงคนดูแลเรียวกังเลยรีบวิ่งตามเอาร่มมาให้ ใจดีมากๆครับ ถ้ามีโอกาสจะกลับมาพักที่นี่อีกแน่ๆ

ออกมาที่หน้าเรียวกัง เราก็เจอเจ้าแมวน้อยตัวนี้นอนอยู่

 

กลับมาขึ้นรถบัสที่สถานี JR Beppu

อย่าลืมฝากกระเป๋าที่สถานีก่อนขึ้นรถบัสนะครับ ที่นู้นไม่มีให้ฝาก แต่ละบ่อก็ห่างกันพอสมควร

 

รายละเอียดค่าโดยสารรถบัสไปจิโกกุ

ตั๋วบัสทัวร์น้ำพุร้อน 890 yen

ตั๋ว day pass 900 yen

ตั๋วธรรมดา beppu-jigoku (6บ่อ) ไป 320 yen กลับ 320 yen

 

รถบัสที่ไปบ่อ Jigoku ได้นั้นจะมีหลายสาย และมีตารางเวลา แนะนำว่าสามารถขอได้ที่ TIC ที่สถานีเลยครับ เค้าจะช่วยแนะนำด้วยว่า

จากเวลาที่เรามีสามารถไปได้พอกี่บ่อ และยังแนะนำร้านอาหารในเมืองให้อีกด้วยนะครับ ดีมากๆเลย

 

รถเมล์ที่นี่ดีมาก! นอกจากป้ายแรกจะออกตรงเวลาแล้ว ยังถึงแต่ละป้ายตรงเวลาและจอดทุกป้ายด้วย (ไม่ว่าจะมีคนขึ้นลงหรือไม่ก็ตาม)

สะอาดและมีระบบการจัดการที่ดีมาก รถเมล์ที่นี่จะไม่มีกระเป๋า แต่ตรงหน้ารถจะมีจอบอกราคาให้ดูว่า ขึ้นจากป้ายนี้ถึงป้ายนี้ต้องจ่ายเท่าไหร่

 

แล้วก่อนลงก็เอามาหยอดใส่ตู้ที่ข้างคนขับ (มีที่แลกเหรียญอัตโนมัติให้สำหรับคนที่เงินไม่พอดีหรือมีแต่แบงค์

แนะนำให้ลุกมาแลกก่อนจะถึงป้ายที่ลงนะครับจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา)

 

ระหว่างทางฝนก็โปรยลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะเปลี่ยนใจกลับโรงแรมไปนอนพักเอาได้แต่เราไม่

 

ผ่านบ้านเรือนต่างๆขึ้นเขามาเรื่อยๆ บรรยากาศดีมากๆ แต่ตอนนั้นเรากำลังตื่นตกใจกลัวว่าจะลงผิดป้าย ก็เลยไม่ได้ถ่ายเอาไว้เลย

สังเกตว่าบ้านของคนญี่ปุ่นจะมีการผสมผสานระหว่างความทันสมัยกับรูปลักษณ์แบบดั้งเดิมบางส่วน

ต่างกับที่ไทยที่ปัจจุบันนี้หาบ้านที่สร้างแบบผสมผสาน หรือมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเดิมยากจริงๆ

 

 

และแล้วเราก็มาถึงป้ายรถเมล์ umi jigoku

ลงรถก็เดินเข้ามาที่บ่อได้ไม่ไกลเลย

 

ต้นไม้ที่ได้รับน้ำฝนนี่สีเขียวสดจริงๆ

 

แล้วเราก็ซื้อตั๋วกันก่อนเลย

เหมา 8 บ่อ ราคา 2000 yen

ซื้อแยกบ่อ ราคา บ่อละ 400 yen

 

บ่อแรกที่เราเลือกเข้าคือ yama jigoku

บ่อนี้เป็นบ่อที่มีสวนสัตว์นานาชนิดและอยู่ติดกับภูเขาสูงใหญ่ สมชื่อ yama ที่แปลว่าภูเขา

 

ทางเข้าต้องเดินผ่านสวน cactus สวยงามแปลกตา (และเป็นที่หลบฝนที่ดี)

 

สัตว์มีหลายชนิดครับ ทั้งฟามิงโก นกยูง ลิง ฮิปโป ฯลฯ น้องผมชอบฮิปโปมากแต่มันดันหลับ ก็เลยต้องเซ็งไป สงสัยฝนตกเย็นสบาย

 

บรรยากาศระหว่าทางเดินใน Yama Jigoku

 

เดินต่อมาจนถึงบ่อ Yama Jigoku

ตอนนี้เราไปอากาศค่อนข้างหนาวและมีความชื้นสูงด้วย ควันเลยยิ่งสูงมากๆ ดูยิ่งใหญ่มาก

 

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่รู้จักจัดวางความสวยงามจริงๆ ป้ายและรั้วไม่ทำให้สถานที่ดูแย่ลงแต่กลับช่วยส่งเสริมให้สวยมากขึ้นอีก

 

ต่อจาก Yama jigoku เราก็จะไปต่อกันที่ Umi jigoku กันเลยครับ

บัตร 8 บ่อของเรา จะได้มาเป็นเล่ม พอผ่านเข้าไปแต่ละบ่อเค้าก็จะฉีกหางตั๋วของบ่อนั้นออกไป

บ่อนี้เป็นบ่อที่มีน้ำในบ่อเป็นสีฟ้าเหมือนน้ำทะเล ทำให้ได้ชื่อว่า umi ที่แปลว่าทะเลนั่นเอง

ระหว่างทางมีบ่อบัว จัดไว้อย่างสวยงาม

 

ขนาดบ่อจิ๋วข้างสระบัว ควันยังโขมงขนาดนี้

 

ก่อนจะเข้าไปถึงตัวบ่อก็ต้องผ่านร้านขายของฝากกันเช่นเคย ถือเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดมากครับ กับดักชั้นดีเลย555

 

มีตู้กดไอติมกุลิโกะที่กำลังฮอตด้วยนะ ฮ่าๆ ที่นี่จะมี Package พิเศษ เป็นรูปเจ้าหมีขาว และ Kumamon มาสคอตชื่อดังของเมืองคุมาโมโตะด้วย

 

หลังจากเดินหลงในร้านของฝากพอเป็นพิธี เราก็ออกมาถึง umi jigoku กันในที่สุด น้ำในบ่อเป็นสีฟ้าใสสวยเหมือนทะเลสมชื่อ

ชวนให้คิดว่าถ้านี่เป็นนรกก็คงจะเป็นนรกที่ล่อลวงคนให้เข้าไปได้ไม่ยาก เพราะมันสวยจนผมเองก็อยากลงไปแช่ 555

 

ใกล้ๆ umi jigoku จะมีศาลเจ้าเล็กๆอยู่บนเนินใกล้ๆ ถึงจะเล็กแต่ก็ถูกจัดและดูแลอย่างดี

 

ยิ่งพอรวมกับป่าใหญ่ข้างหลังศาลเจ้าแล้ว นึกว่าตัวเองหลงเข้ามาอยู่ในศาลเจ้ากลางป่าลึก (อาจจะเป็นเพราะฝนตกด้วย เลยรู้สึกดิบชื้นมากเป็นพิเศษ)

 

ถัดไปอีกหน่อยเป็นเนินสำหรับชมวิวบ่อ ใครอยากถ่ายภาพบ่อนี้แต่กล้องเก็บไม่หมดก็ขึ้นมาถ่ายจากตรงนี้นี่แหละ ถ่ายได้สบายครับ

แต่ตอนเราขึ้นไปควันก็ออกมาหนาแน่นมาก เลยอดถ่ายรูปจากมุมนี้ไป

เลยกลับมาถ่ายรูปในศาลเจ้าต่อดีกว่า

 

ถึงจะเป็นศาลเจ้าเล็กๆ แต่ก็ทำให้เรารู้สึกสงบ คงเพราะตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ รับรู้ได้เลยว่าคนที่นี่ เค้าเคารพธรรมชาติจริงๆ

 

จริงๆเราก็อยากเรื่อยเปื่อยกันต่ออีกหน่อย แต่เมื่อดูเวลาแล้วก็พบว่าเราคืบคลานไปด้วยความเร็ว 30 นาทีต่อ 1 บ่อ (คือช้ามากก)

ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเราคงไม่สามารถดูได้ครบ 6 บ่อตามที่ตั้งใจเอาไว้แน่ๆ เราจึงต้องจำใจลาบ่อนรกสีฟ้าใส

มายังบ่อโคลน Onibozu jigoku ที่อยู่ถัดมา

 

ระหว่างทาง ก็ผ่านบ่อสีเลือดขนาดเล็ก

 

ตอนที่มาถึงบ่อนี้ สภาพอากาศที่เลวร้ายอยู่แล้วยิ่งแย่ลงไปอีก ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีใครมาเที่ยวแล้วนอกจากพวกเรา

แต่จริงๆแล้วคนญี่ปุ่นเค้าเที่ยวกันไม่กลัวฝนเลยครับ พ่อแม่ลูกถือร่มกันคนละคัน สบายๆเลย

 

บ่อนี้ เป็นบ่อโคลนเดือด ชื่อ Onibozu หมายถึงเศียรของพระ มาจากการเดือดของโคลนที่เป็นวงคล้ายวงรอบเศียรของพระนั่นเอง

 

ด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย ดูบ่อโคลนได้ไม่นานเราก็ย้ายมาหลบฝน

เตรียมตัวเตรียมใจก่อนจะพากันฝ่าไปบ่อต่อไป คือ บ่อ kamado jigoku หรือบ่อเตาอบ

 

เดินเข้ามาก็เจอกับป้ายบอกอุณหภูมิของบ่อ มีรูปยักษ์น้อยเป็นมาสคอตน่ารักๆด้วย

 

บ่อนี้ เป็นเหมือนกลุ่มบ่อหลากหลายรูปแบบที่อยู่รวมกัน ทั้งบ่อโคลน บ่อเล็กบ่อน้อย และบ่อที่เปลี่ยนสีได้ รอบๆตกแต่งด้วยรูปปั้นของยักษ์

 

ป้ายที่บอกว่า บ่อนี้จะเปลี่ยนสีไปตามช่วงต่างๆ

 

ด้วยความที่ฝนตกหนักมาก เราจึงตัดสินใจพักหลบฝนพร้อมแช่เท้าที่บ่อที่จัดไว้ใน kamado jigoku กัน

ณ ตอนนั้นบอกได้คำเดียวว่า สวรรค์ครับ อากาศหนาวๆ ตัวเปียกๆ ฝนตกๆ ขาที่เมื่อยล้า พอได้มาแช่เท้าในน้ำร้อนๆแล้

รู้สึกดีจนไม่อยากจะลุกไปไหนต่อ

 

รอบๆที่แช่เท้า ก็จะมีร้ายขายขนมเล็กๆน้อยๆ ที่เกี่ยวกับบ่อน้ำร้อน เช่นพุดดิ้งและไข่ลวก

 

ห้องน้ำก็ทำออกมาได้น่ารักจริงๆ

 

หลังจากฝนซา เราก็ออกจากบ่อแช่เท้ามาเริ่มไล่ดูบ่อต่างๆอย่างละเอียดอีกครั้ง พบว่าบ่อที่แปะไว้ว่าเปลี่ยนสีได้นั้น

ได้เปลี่ยนให้เราได้ชมกันต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว เพราะก่อนที่เราจะเข้าไปแช่เท่านั้น น้ำในบ่อเป็นสีขาวขุ่น ออกนมๆ

แต่หลังออกมาก็กลายเป็นสีใสแจ๋วอย่างไม่น่าเชื่อ

 

หลังจากที่ชมกันจนพอใจ ระหว่างทางก็เจอกับนี่ ก้อยอิฐรูปน้องแมว

 

เดินต่อมาที่ Oni-yama jigoku หรือที่แปลว่า ยักษ์ภูเขา

 

ที่บ่อนี้ตัวบ่อค่อนข้างธรรมดาในสายตาเรา แต่เค้าบอกว่าน้ำที่นี่เป็นน้ำที่มีอุณหภูมิและแร่ธาตุเหมาะแก่การเลี้ยงจระเข้ครับ

ก็เลยมีจระเข้อยู่เต็มไปหมด เจ้ายักษ์ภูเขาที่ว่าก็คงจะหมายถึงพี่จระเข้ของเรานั่นเอง

 

เราดูตัวบ่อสักพักก็เข้ามาในตัวตึกเพื่อชมจระเข้ตัวใหญ่ที่ถูกสตาฟไว้ แต่น่าเสียดายที่เราไม่ทันได้เห็นตัวเป็นๆ

เพราะฝนตกหนักเหลือเกิน คาดว่าจระเข้ก็คงหลับกันเพลินไม่ต่างจากฮิปโปที่บ่อ yama เป็นแน่

เราจึงฆ่าเวลาดูนู้นดูนี่อีกสักพักและตัดสินใจเดินไปรอบัสกลับสถานี beppu เพราะดูบ่ออื่นๆไม่ทันแล้ว รวมแล้วได้ดูไปทั้งหมด 5 บ่อด้วยกัน

 

ขากลับนี้ เราจะมาขึ้นรถที่ป้าย Kannawa Bus Terminal ครับ เดินเข้าซอยเลยมาจาก Kamado Jigoku ไม่ไกล

 


 

หลังจากกลับมาถึงสถานี beppu เราก็ต้องบอกลาเมืองนี้ซะแล้ว ยังรู้สึกไม่พอเลย ฮ่าๆๆ เป้าหมายต่อไปของเราคือ yufuin

เมืองที่ใครๆต่างก็หลงรัก เราเดินทางโดยนั่ง sonic เจ้าเก่าไปต่อรถที่สถานี oita

 

คราวนี้เจอ sonic สีน้ำเงินหูมิกกี้เม้าส์แล้วครับ

 

ตู้ที่เรานั่ง

 

ภายใน เบาะจะถูกตกแต่งเป็นรูปหูมิกกี้เมาส์ เป็นไอเดียที่ขี้เล่นชวนให้อมยิ้มได้ดี

 

ภายในขบวนรถไฟ Sonic หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า Limited Express 883

 

เวลาจาก beppu มายัง oita แค่ 8 นาทีเท่านั้นด้วยความใกล้บวกกับความเร็วของเจ้า sonic

บรรยากาศในสถานี Oita เป็นอีกหนึ่งสถานีที่เราชอบ เรียบง่ายแต่สวยดูดี

 

เราต่อรถไฟขบวน JR kyudai line เป็นรถไฟเล็กๆขนาด 1 ตู้ ไปยัง yufuin อีก 1 ชั่วโมง

 

ถึงจะเล็กแต่วิวนอกหน้าต่างสุดยอดมากๆ เรากำลังวิ่งตรงเข้าไปในป่าสนขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์มาก

เป็นวิวข้างทางที่ประทับใจจริงๆ

 

เรามาถึง yufuin พร้อมสายฝนที่เริ่มซาลงบ้างแล้ว เย้!

 

ออกมาจากสถานี เราก็เห็นถนนเส้นเล็กๆทอดยาวออกจากสถานี ด้านหลังมีแบคกราวเป็นสายหมอก เป็นภาพที่สวยงามจริงๆ

แวะฝากของในล็อกเกอร์ร้านของฝากด้านซ้ายหน้าสถานี (ที่มีมีล็อกเกอร์เยอะกว่าในสถานี ถ้าตรงนั้นเต็มมาฝากที่นี่ได้เลยครับ)

 

ฝนยังไม่หยุดตกแต่ก็พอเดินกางร่มกันไปได้อยู่

ด้วยความที่เรายังไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เช้าก็เลยขอแวะทานข้าวกันซะหน่อย

สั่งโซบะกันมาคนละชาม อากาศเย็นๆกับโซบะร้อนๆ น้ำซุบใสๆคล่องคอ กินแล้วรู้สึกดีจริงๆครับ

 

ไก่คาราอาเกะกรอบอร่อย เข้มข้นมาก!

 

กินเสร็จเราก็ออกเดินกันต่อ เดินมาอีกหน่อยก็มาเจอแยกที่มีโทริอิตั้งอยู่กลางแยก

 

บรรยากาศระหว่างทาง

 

เจอสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆ วิวตรงนี้สวยมากครับ มองไปไกลเห็นทั้งเมือง ภูเขา และสายหมอก โรแมนติกสุดๆ

 

เลยมาอีกหน่อยก็เจอร้านโรลเค้กชื่อดัง B-speak (แต่ตอนเราไปถึงก็ไม่ทันได้ทานแล้ว…)

 

จากตรงนี้เราก็เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆด้านขวาของร้าน B-speak เพื่อไปสู่ถนนท่องเที่ยวแห่งยุฟุอินกัน

(ถ้าเดินเพลินเลยไปถนนสายหลักจะไม่เจออะไรเลยนะครับ 5555)

ร้าน Ghibli ต้อนรับเราด้วยโตโตโร่ตัวใหญ่น่ากอด

 

เราหลงอยู่ในนี้กันนานพอตัวและถึงแม้ของในร้านจะแพงกว่าที่อื่นแต่ยังไงก็อยากซื้ออะไรสักอย่างจะที่นี่อยู่ดี ช

ผมก็เลยได้ที่คั่นหนังสือสีทองรูปเจ้าผีใน spirited away มาหนึ่งอัน

 

แวะหม่ำทาโกยากิลูกยักษ์ ทำกันใหม่ๆเลย

 

อร่อยและร้อนมากครับ

 

เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ถนนสายนี้เดินง่ายครับ ตรงอย่างเดียวเลย

 

คร็อกเก้ร้านนี้น่ากินมาก

 

เดินต่อกันมาอีกหน่อย ร้านต่างๆที่นี่ตกแต่งน่ารักดีครับ

 

ยุฟุอินนี่เป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักมากครับ ขนาดบนสะพานเล็กๆยังมีป้ายรูปเด็กน้อยมาตั้งไว้

 

เราเรื่อยเปื่อยกันจนถึงเวลาที่จะต้องกลับไปขึ้นรถไฟที่จองไว้ (อย่าลืมเผื่อเวลาเดินกลับนะครับ ขาไปเดินเพลินเชียวละ ระวังต้องจ้ำเหมือนพวกเรา T T)

 

ระหว่างเดินกลับมาที่สถานี

 

มาถึงสถานีเราก็เพิ่งมาเห็นป้ายนี้ ปกติที่นี่จะมีรถม้าด้วยครับ มีสามตัวตามชื่อในป้ายเลย

 

ด้วยฝนที่ตกอยู่เนืองๆและความผิดพลาดหลายๆอย่างทำให้เราไม่สามารถเดินไปจนถึงทะเลสาปได้ จำใจต้องบอกลาเมืองเล็กๆน่ารักแห่งนี้

ไปอย่างน่าเสียดาย คอยดูนะ คราวหน้าจะมานอนแล้วเที่ยวให้เต็มที่เลย!

 


 

 

เป้าหมายต่อไปของเราคือเมือง Aso

ที่ตั้งของภูเขาไฟ Aso ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว!
ระหว่างรอรถไฟที่สถานี

 

เราเดินทางไป aso ด้วยรถไฟ Yufuin no mori รถไฟท่องเที่ยวชื่อดังของคิวชู ไปลงที่สถานี Kurume เพื่อต่อ Shinkansen Tsubame ไป Kumamoto

และต่อรถไฟสีแดง Tran kyushu limited express ไปยัง aso อีกที หลายซับหลายซ้อนมาก

เราไม่หวั่นครับ ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะยังไงการได้นั่งรถไฟหลากหลายรูปแบบของเอจิ มิโตโอะกะก็เป็นสิ่งที่เราปรารถนาอยู่แล้ว

เรียกได้ว่าแค่วันนี้วันเดียวก็คุ้มค่า JR แล้วครับ 5555

 

มาแล้วครับรถไฟของเรา รถไฟท่องเที่ยวสีเขียวท่าทางน่าอบอุ่นที่มีชื่อแปลว่า ผืนป่าแห่งยุฟุอิน หรือ yufuin no mori นั่นเอง

 

หลังจากจัดแจงขึ้นไปนั่งและเก็บกระเป๋าเรียบร้อย เราสองคนก็เริ่มออกสำรวจขบวนต่างๆ

ภายในรถไฟเป็นส่วนใหญ่ เบาะและผ้าม่านสีเขียวช่วยให้รู้สึกอบอุ่นสบายตา

 

ภายในขบวน จะมีห้องที่จัดไว้สำหรับชมวิวข้างทางที่สวยงาม มีหน้าต่างใหญ่ และตกแต่งไว้อย่างอบอุ่น

แถมยังมีการจัดไฟใหญ่สลัวและอบอุ่นเหมือนแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ในป่าอีกด้วย ไม่แปลกใจเลยที่รถไฟขบวนนี้จะกลายเป็นรถไฟในดวงใจ

ของใครหลายๆคนที่เคยได้มาสัมผัส

 

วิวจากหน้าต่างก็สวยสมกับที่เค้าตั้งใจจัดไว้ให้ดูจริงๆ

 

บนโต๊ะก็มีสีเทียนและสมุดภาพจัดไว้สำหรับเด็กๆด้วย เป็นอะไรเล็กๆที่น่ารักจริงๆ

 

ภาพที่ประดับตกแต่งภายในก็สวยจริงๆ

 

เมื่อชมกันจนเต็มอิ่ม เราก็เดินมาจนถึงตู้สุดท้ายหรือตู้เสบียงกัน มีขนม และของที่ระลึกขายอยู่ พร้อมกับพี่พนักงาน JR

 

บนรถไฟจะมีโปสการ์ดและที่ปั๊มให้เราแสตมป์ และเอากลับไปเป็นที่ระลึกได้ เราก็แสตมป์กันคนละใบ พร้อมกับซื้อเข็มกลัดที่ระลึก

 

และสอยโรลเค้กของ B-speak (ที่เราพลาดไป) กับไอศครีมวานิลลามาทาน

 

ทุกอย่างอร่อยสมคำร่ำลือ โดยเฉพาะไอศครีม ฟินมากๆ

เรากลับมานั่งกินขนมไม่นาน คุณพนักงาน JR ก็เดินมาพร้อมกับป้ายรูปรถไฟและลงวันที่วันนี้ มาให้เราถ่ายเป็นที่ระลึกด้วย

 

ก่อนไปก็ให้ลูกอม Yufuin no mori กับเราไว้คนละอัน น่ารักมากๆครับ

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊ปเดียวเราก็ต้องโบกมือลารถไฟแสนอบอุ่นขบวนนี้กันซะแล้ว

แต่เอาน่า เพราะเป้าหมายต่อไปของเราคือ shinkansen tsubame !!


เราตื่นเต้นกันเล็กน้อย เพราะนี่ถือเป็นการขึ้น shinkansen ครั้งแรกของเราทั้งคู่เลยทีเดียว

ในวินาทีแรกที่เห็นเจ้า tsubame เราไม่คิดว่าจะมีอะไรทำให้ประทับใจได้มากเท่านี้อีกแล้ว

จนกระทั่งได้เข้าไปด้านใน โอ้โห สวยมากกก สบายที่สุด

ไม่น่าเชื่อว่าในพาหนะที่เร็วพอๆกับเครื่องบิน (หรือเร็วกว่าในบางที) จะมีบรรยากาศที่สงบและอบอุ่นได้ขนาดนี้ เราต่างก็เจอกับรถไฟ

ที่แข่งกันทำให้ตัวเองดูเร็ว ใหม่ ทันสมัย มามากมาย แต่ความช้าและสงบของ tsubame  นั้นช่างชวนให้เหล่าผู้คนที่รีบร้อนและวุ่นวายใจ

อยากจะนั่งพักเอนหลังและจิบชาร้อนๆไปกันมันจริงๆ

ภายในตกแต่งด้วยบรรยากาศญี่ปุ่นให้ความรู้สึกสงบเหมือนห้องชงชา

ใส่ใจทุกรายละเอียดแม้แต่ม่านบังแดด

ผ้าที่ใช้หุ้มเบาะ ก็เป็นผ้าทอท้องถิ่นของคิวชู

บรรยากาศภายใน สวยงามจริงๆ

ตกแต่งด้วยภาพวาดของรถไฟท่องเที่ยวในคิวชู

แต่ถึงภายในของ tsubame นั้นจะช้าและสวยงามขนาดไหน shinkansen ก็ยังคงเป็น shinkansen วันยังค่ำ

เวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วนัก เพียงแค่ 30 นาที เราก็มาถึง kumamoto กันแล้ว

ถึงแม้วันนี้จะมีโอกาสแค่ผ่านมาต่อขบวน แต่เราก็ได้กระซิบบอก kumamoto เอาไว้แล้วว่าเดี๋ยวเราจะกลับมาหา

ขบวนต่อไปที่จะนำเราไปสู่เมืองภูเขาไฟก็คือ trans kyushu limited express

ณ ตอนนั้น ด้วยความเหนื่อยล้าบวกกับที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เราเลยตัดสินใจนั่งพักผ่อนกันอยู่ที่เก้าอี้แทนที่จะตะลอนๆเหมือนทุกๆที

แต่ก็ไม่วายถูกเซอไพรส์โดยพนักงานสาวของ JR ที่อุตส่าห์เดินมาหาถึงที่พร้อมป้ายให้ถ่ายรูปคู่ ลูกอม และโปสการ์ดพร้อมตัวปั๊มสำหรับประทับตรา

เราสองคนประทับใจมาก เพราะตอนนั้นในขบวนแทบจะไม่เหลือผู้โดยสารคนอื่นแล้ว เรียกได้ว่าเธอเดินมาเพื่อเราแค่สองคนเลยทีเดียว


1 ชั่วโมงผ่านไป เราก็มาถึงสถานี Aso ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด

เราเดินออกจากสถานีเพื่อตรงไปยังที่พักในคืนนี้ Aso Base Backpacker

โฮสเทลเล็กๆที่สวย น่ารักและอบอุ่น หลังจากเช็คอินเรียบร้อยพี่คนดูแลก็พาเราเดินชมรอบๆโฮสเทล ทั้งเตียงนอนสองชั้น ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และครัว

หลังจากชมทั้งหมดจนครบแล้ว พี่คนดูแลก็ถามเราว่า อยากแช่ออนเซ็นไหม ใกล้ๆโรงแรมมีออนเซ็นสาธารณะเปิดอยู่ เดินไปแค่สองนาที

ถ้าซื้อตั๋วผ่านโฮสเทลจาก 400 yen จะเหลือแค่ 300 yen (ต่อคน)

ด้วยความเหนื่อยล้าบวกกับอยากลองแช่ออนเซ็นสาธารณะ แบบที่คนญี่ปุ่นเค้ามาแช่กันดูบ้าง เราก็ตอบตกลงทันที

นาทีนั้นคงไม่มีอะไรมีความสุขไปกว่าการได้แช่ออนเซ็นท่ามกลางอากาศเย็นๆอีกแล้ว (ถึงจะเป็นหน้าร้อนแต่พอฝนตกอากาศก็หนาวทีเดียว)

ออนเซ็นที่เราไปแช่นั้นชื่อ Yume no yu (หรือบ่อน้ำร้อนแห่งความฝัน ฮี่ๆ)

เนื่องจากภายในไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ขึงขอยืมรูปภาพจากเว็บ onsenmeijin.com ครับ

ที่นี่เป็นออนเซนญี่ปุ่นขนาดแท้ Local สุดๆ ด้านในมีแต่คนญี่ปุ่น แน่นอนว่าไม่สามารถใส่ผ้าเช็ดตัวลงไปได้ครับ

เมื่อเข้าไปจะมีทางแยกสำหรับชายหญิงเข้าไปห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยจะต้องถอดเสื้อผ้าทั้งหมดที่นี่ครับ จะใส่ไว้ในตะกร้าก็ได้

หรือหากใครมีของมีค่ากลัวหายก็มีตู้ให้ฝากครั้งละ 10 yen นำเข้าไปได้แค่ผ้าขนหนูผืนเล็ก (ไม่มีให้ต้องเตรียมมาเอง)

ก่อนจะลงแช่ต้องอาบน้ำสระผมหรืออะไรก็ตามให้ตัวสะอาดก่อนเท่านั้นนะครับ ข้างๆบ่อในร่มจะมีแบ่งเป็นล็อกๆให้นั่งอาบ

บรรยากาศภายใน อันนี้เป็นห้องผู้หญิงครับ (จากปากคำของน้องผม)

มีให้เลือกแช่กันทั้งแบบในร่มและกลางแจ้ง

ทางออกไปบ่อกลางแจ้งก็เปิดประตูทางด้านขวาออกไปเลย

ถ้าใครไป aso ก็สามารถไปลองกันได้ น้ำไม่ร้อนมาก อยู่ในระดับที่คนไทยรับได้ ตื่นเต้นเล็กๆแค่ตอนอยู่ในห้องแต่งตัว

ไม่นานลงบ่อปุ๊บก็สบายแล้วครับ จะมีอะไรดีไปกว่าการแช่ออนเซ็นกลางแจ้งท่ามกลางฝนที่ตกพรำๆล่ะเนอะ

(แน่นอนว่าบ่อกลางแจ้งมีหลังคานะครับ 555)

หลังจากแช่ออนเซ็นเสร็จ อย่างสบายใจ เราก็ขอฝากท้องเอาไว้ที่ร้าน Lawson Station ใกล้ๆกับที่พักของเรา

แล้วก็เตรียมเข้านอนเพื่อพร้อมลุยในวันต่อไป เพราะวันรุ่งขึ้น เราจะไปขึ้นภูเขาไฟ Aso กัน!!


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :