6 Day North Kyushu Diary – Day 3 : Aso – Kumamoto

posted in: JAPAN, KYUSHU, TRAVEL | 0


 

DAY 3 : aso – kumamoto

วันนี้เราจะไปเที่ยวภูเขาไฟ aso กัน หลังจากตื่นนอนเราก็อาบน้ำแต่งตัวเช็คเอ้าท์ พร้อมกับฝากกระเป๋าไว้ที่โฮสเทลเพื่อออกไปเที่ยว
ด้านนอกของ Aso Base Backpacker ที่พักของเรา เมื่อคืนมาถึงแล้วก็เลยไม่ได้เห็นชัดๆ

 

เดินชิวๆตอนเช้ามาที่สถานี Aso

 

ของขึ้นชื่อของ Aso คือเนื้อวัวและเนื้อม้า ที่หน้าสถานีก็มีรูบปั้นคุณวัวนอนอยู่ด้วยนะ

 

ก่อนอื่นก็มาซื้อตั๋วรถบัสที่ sanko bus station อยู่ที่สถานี JR Aso

 

ตั๋วสำหรับไปชมปากปล่องภูเขาไฟสามารถกดจากตู้ขายได้เลย 650 yen ส่วนขากลับใช้วิธีการจ่ายบนรถครับ

 

แล้วก็ออกมารอรถตรงป้ายข้างหน้าสถานี ระหว่ารอก็ชมวิวสูดอากาศสดชื่น อากาศที่นี่ดีจริงๆ

 

นั่นไงมาแล้วรถบัสที่เราจะขึ้น

 


 

แล้วก็ถึงเวลารถออก รถบัสพาเราวิ่งผ่านถนนผ่านหน้าโฮสเทลของเราไปทางภูเขาเราได้แต่หวังว่าจะไม่มีฝนรอเราอยู่

 

บรรยากาศภายในรถ จะมีป้ายบอกช่องราคาที่เราต้องจ่ายตามป้ายต่างๆที่ขึ้น

 

ยิ่งรถวิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆบรรยากาศยิ่งเหมือนอยู่ในความฝัน ธรรมชาติที่นี่ทั้งอุดมสมบูรณ์ สวยงาม และยิ่งใหญ่มากๆ

 

มีวัวกินหญ้าอยู่ริมภูเขาสูงใหญ่ เห็นแล้วนึกว่าตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในหนัง The lord of the ring
ยิ่งดูยิ่งรู้สึกตัวเล็กมากๆ ของแบบนี้ถ่ายยังไงก็ออกมาไม่เหมือนที่ตาเห็นจริงๆ

 

นั่งรถมาไม่นานก็ป้าย kusasenri ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Aso volcano museum ร้านอาหาร และ kusasenri grassland หรือทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่พร้อมทะเลสาปน้อยๆน่ารัก

 

และถ้าหากสภาพอากาศเป็นปกติก็จะมีบริการขี่ม้าด้วย แต่วันนี้ฝนตก เราเลยได้เห็นแค่ฝูงม้าที่เล็มหญ้ากันอยู่ไกลๆ

 

ตรงป้ายนี้พี่คนขับรถจะจอดแวะให้ลงไปถ่ายรูปด้วยนะครับ แต่แค่ไม่นาน (3นาที) เราก็เลยไม่ได้ลงเพราะเดี๋ยวขากลับจากชมปากปล่องเราก็ตั้งใจจะมาลงรถเที่ยวที่นี่ต่ออยู่แล้ว

นั่งรถต่อมาไม่นานก็ถึงป้าย Aso ropeway station เพื่อขึ้นกระเช้าไปชมปากปล่องภูเขาไฟแล้วครับ สำหรับปล่องที่ยังมีชีวิตอยู่และเรากำลังจะได้ชมกันนั้นมีชื่อว่า

ปล่องภูเขาไฟ nakadake ซึ่งเป็นหนึ่งในปล่องภูเขาไฟบนภูเขา Aso อันกว้างใหญ่นั่นเอง

 


 

ด้านข้างอาคาร ropeway มีศาลเจ้าเล็กๆอยู่ด้วย

 

เข้ามาด้านในเป็นร้านอาหารและร้านขายของฝาก ซึ่งมีเจ้าหมีคุมะมงจับจองพื้นที่อยู่อย่างแน่นขนัด
ต้องยอมรับว่าด้วยความน่ารักของเจ้าคุมะมง ไม่ว่าอะไรๆก็น่าซื้อไปซะหมด 555
(ตอนเราไปสินค้าคุมะมงที่นี่ถูกว่าทั้งที่ตัว kumamoto และ hakata ครับ อยากได้อะไรให้ซื้อเลย มีสินค้าให้เลือกเยอะพอกัน)

 

แต่เราขอขึ้นไปดูภูเขาไปก่อน เพราะเดี๋ยวจะติดกับดักอยู่นาน เราก็เลยขึ้นมาชั้น 2 เพื่อซื้อตั๋ว

 

ด้านบนนี้จะมีร้านอาหารด้วยครับ หน้าตาก็น่ากินทีเดียว

 

ราคา Aso ropeway
เที่ยวละ 750 yen
ไป-กลับ 1200 yen

 

ได้ตั๋วมาแล้วก็ไปรอขึ้น ropeway กันเลย

 

บรรยากาศระหว่างขึ้น ropeway มีคนมาเที่ยวกันคึกคักทีเดียว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งคนญี่ปุ่นเอง

 

Ropeway ที่นี่ มีมาตั้งแต่ปี 1958 เลยนะครับ ตั้งห้าสิบกว่าปีแน่ะ!

 

ขึ้นมาถึงแล้ว 1258 เมตร จากระดับน้ำทะเล

 

ออกมาจากสถานี Ropeway เราก็เจอกับภูเขาไฟอยู่เบื้องหน้า แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้วครับ

 

เดินออกมาก็เจอป้ายบอกระดับก๊าซที่อะโซะซังพ่นออกมา ตอนนี้เป็นสีฟ้าครับ ปลอดภัยหายห่วง

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ ถึงจะฝนตก แต่ก็ยังมีคนมาเที่ยวกันคึกคัก เด็กๆตัวน้อยก็มากกัน น่ารักจริงๆ

 

มองขึ้นไปก็เห็นพี่ๆที่ทำงานอยู่ที่นี่ด้วยครับ

 

เดินไปที่ปากปล่องกันเลย ที่เห็นเป็นโดมนั่นจะมีอยู่ทั่วเลยครับ คิดว่าน่าจะเอาไว้หลบจากเถ้าภูเขาไฟ

 

ปากปล่องภูเขาไฟ nakadake crater ใหญ่โตอลังการมาก เวลาอยู่กับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้

ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กลงและสงบขึ้นยังไงไม่รู้ ธรรมชาตินี่ยิ่งใหญ่จริงๆ

 

ตอนนี้ควันพุ่งออกมาเยอะมากๆ จนมองไม่เห็นก้น แต่รู้สึกเหมือนเป็นภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุมากกว่า ก็สวยไปอีกแบบครับ 555

 

การได้เห็นภูเข้าไฟที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆครับ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ
บรรยากาศของที่นี่ก็สุดยอดสุดๆ เหมือนตัวเองหลุดเข้าไปดาวอังคารเลย ฮ่าๆ

 

ถึงจะเป็นปากปล่องภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตแต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะถ้าบางวันมีการปล่อยก๊าซออกมามากเกินพิกัด เค้าก็จะปิดไม่อนุญาตให้ขึ้น

ตลอดทางก็มีรั้วกั้นแข็งแรงมั่นคงและมีป้อมสำหรับหลบภัยตั้งไว้รอบๆ แล้วก็มี windsock ไว้คอยบอกทิศทางลมที่พัดด้วย

 

ใกล้ๆกับปากปล่องก็มีศาลเจ้าเล็กๆตั้งอยู่ แสดงถึงความเคารพธรรมชาติของคนญี่ปุ่นได้ดีจริงๆ

 

หลังจากชมตัวปล่องหลักเสร็จเราก็เดินสำรวจตามที่ต่างๆกันต่ออีกหน่อย สวยงามอลังการสมกับที่อุตส่าห์ทนหนาวเหน็บ 5555

 

วันที่เราไปก็มีนักท่องเที่ยวมาพอสมควรครับ มีทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ เด็กๆ คู่รัก และ ผู้ใหญ่มาเป็นครอบครัว
สิ่งนึงที่เราเห็นจากญี่ปุ่นคือ ถึงฝนจะตก เค้าก็ยังคงเที่ยวต่อได้อยู่ สู้จริงๆ

 

มีนักเรียนมาทัศนศึกษาด้วย โชคดีจริงๆได้เรียนเรื่องภูเขาไฟ จากภูเขาไฟจริงๆแบบนี้

 

ข้างบนลมแรงมากจนคิดว่าจะโดนพัดปลิวตกลงไปได้เลยครับ แถมตอนเราไปฝนก็ยังตกปรอยๆตลอดเวลาด้วย หนาวมากกกกกก ไม่ได้สบายอย่างที่คิดแต่บอกเลยว่า คุ้มครับ

ก่อนนั่ง Ropeway กลับ เราก็มาแวะถ่ายรูปจากริมหน้าผาข้างๆ Ropeway สวยงามยิ่งใหญ่และอลังการมากๆครับ

 

Ropeway ที่เรานั่งมา

 

 

และก็ถึงเวลาลงจากเขากันแล้ว

 


 

นั่งกระเช้าลงมาเราก็ได้เจอกับเจ้าคุมะมงอีกครั้ง ตัวนี้นั่งอยู่ตรงทางที่ลงมาจากกระเช้าเลยขอถ่ายรูปไว้สักหน่อย

 

ลงมาชั้น 1 เราก็กลับมาเจอร้านของฝากร้านเดิมอีกครั้ง คนญี่ปุ่นเค้าถนัดเรื่องทำของมาดูดเงินเราจริงๆนะครับ
แพคเกจและการออกแบบทุกอย่างมันช่างสวยน่าซื้อไปซะหมด

 

แล้วก็สมเป็นที่เที่ยวสำคัญของจังหวัดคุมาโมโตะจริงๆ มีเจ้าคุมะมงอยู่ในทุกๆสินค้าเลย ฮ็อตจริงๆ

 

เราเดินดูของจนใกล้จะถึงรอบบัสที่จะนั่งก็ออกมารอรถ ฝนตกโปรยปราย ระหว่างรอก็แอบเก็บภาพแถวๆนั้นมาอีกหน่อย

 

ขากลับนี้เราจะไปแวะลงที่ป้าย kusasenri เพื่อเที่ยวชมทุ่งหญ้า kusasenri grassland และ Aso volcano museum กัน

ตอนนี้ไปถึงฝนตกค่อนข้างหนัก เราเลยเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์กันก่อน
ส่วนตัวผมชอบนะครับ การจัดแสดงน่าสนใจ อาจจะเก่าไปสักหน่อยแต่ถือว่าทำได้ดีทีเดียว แต่ด้านในเค้าห้ามถ่ายรูปครับ

 

เสร็จจากมิวเซียมเราก็เดินออกมาอีกตึกเพื่อหาอะไรทาน ร้านอาหารที่นี่จะเป็นร้านของฝาก+ร้านอาหารอยู่ติดกัน

 

เราก็สั่งอาหารกันก่อนแล้วไปนั่งรอที่โต๊ะ
วิธีการสั่งคือดูเมนูในตู้โชว์แล้วเดินไปบอกชื่อเมนูที่แคชเชียร์พร้อมชำระเงิน แต่ถ้าเรียกไม่ถูกหรือไม่มั่นใจก็บอกเค้าได้ครับ
เค้าจะออกมาช่วยเราดู ก็ชี้เมนูที่สั่งไปเลย

ระหว่างรออาหารเราก็เอาพวงกุญแจรูปคุมะมงที่ซื้อมาจากร้านของฝากในสถานี ropeway มาถ่ายรูปกันใหญ่
คนญี่ปุ่นที่นั่งโต๊ะถัดจากเราก็หันมายิ้มให้ ชวนคุย ถามว่าเรามาจากที่ไหน ดูเหมือนเค้าจะดีใจครับที่เราชอบเจ้าคุมะมง

 

อาหารมาแล้ว เป็นคัตสึด้งของผม กับราเมนของน้อง อุ่นอร่อยครับ รู้สึกดีมากๆอาจจะเป็นเพราะเราหนาว 5555
แต่น่าเสียดาย ด้วยความหิวและหนาว เราจึงลืมถ่ายรูปมาฝากเลย

หลังจากจัดการอาหารเสร็จก็ออกมาเดินเล่นถ่ายรูปกัน พวกม้าน่ารักมากเลยครับ แต่อยู่ไกลมาก

 

เดินเล่นกินหญ้าเขียวๆ รับฝนตกโปรยๆ ท่าทางจะมีความสุข

 

ดอกหญ้าที่นี่มีสีดำ ดูสวยแปลกตาทีเดียวครับ

 

เสร็จเรียบร้อยก็รอรถกลับ (ฝั่งตรงข้ามmuseum) ที่ป้ายมีเครื่องบอกด้วยครับว่ารถจะมารึยัง ถ้าใกล้ๆเครื่องนี้ก็จะเขียนบอกว่ารถกำลังจะมาแล้ว เจ๋งง

 


 

 

ขากลับเลือกนั่งริมฝั่งซ้ายเพื่อชม komezuka crater แบบเต็มๆ
(ฝั่งขวาจะเป็นวิว the lord of the ring ที่สวยมากเหมือนกัน ขาไปขากลับอย่าลืมนั่งให้ครบสองฝั่งนะครับ555)

 

komezuka crater เป็นหนึ่งในปากปล่องภูเขาไฟของอะโซะซังที่ดับไปแล้ว มีรูปทรงที่แปลกตาและมีหญ้าขึ้นคลุมสวยงาม

 

ระหว่างทางก็มีวิวสวยๆให้ดูกันอีกแล้ว

 

นั่งรถผ่านวิวสวยๆสักพักเราก็กลับมาถึงสถานี JR Aso หลังเดินกลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โฮสเทล

เราก็แวะไปกดเงินที่ JP PostBank ครับ เนื่องจากตั้งแต่ประเป๋าตังหายไป ก็ยังไม่มีโอกาศได้กดเงินออกมาเลย
แอบเอาเงินกองกลางมาสำรองใช้ก่อน หน้าตาตู้ก็จะเป็นแบบนี้ครับ มีเมนูให้กดเลือกภาษาอังกฤษ แล้วก็กด withdraw เพื่อถอนเงินออกมา
จากที่ผมลองดู ไม่สามารถเช็คยอดเงินได้นะครับ กดได้อย่างเดียว

 

ผ่านดอกไม้ระหว่างทางเดิน สวยชุ่มชื่นสมเป็นหลังฝนตกจริงๆ

 

กลับมาถึงสถานีก็ขอเก็บภาพเอาไว้สักหน่อย เพราะขามาเรามาถึงก็มืดแล้ว มองอะไรไม่เห็นเลย

 

สถานี Aso เป็นอาคารไม้สีดำ สวยงามเงียบขรึม เข้ากับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่อย่างภูเขาไฟ Aso ได้ดีทีเดียว

 

มีตู้ไปรษณีแบบเก่าตั้งอยู่ข้างหน้าด้วย

 

เดินเข้าไปในสถานีเราก็จะเจอกับตู้ฝากของกับห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือและร้านอาหารอยู่ทางขวามือ

 

และพอผ่านเกทเข้ามาที่ชานชาลา ก็จะได้เจอกับเจ้าหมาน้อย aso kuroemon หรือเจ้าคุโระ มาสคอตประจำรถไฟ Aso boy ที่เรากำลังจะขึ้นนั่นเอง!

 

บรรยากาศที่ชานชาลา

 

เดินมาทางขวาของชานชาลาอีกหน่อยเราก็จะเจอกับบ้านของคุโระ น้องหมานายสถานีของเรา
มีคุโระยืนอยู่หน้าบ้านด้วย น่ารักมากๆครับ

 

ถือเป็นวิธีน่ารักๆที่ทำเพื่อเด็กๆที่จะเดินทางมาพร้อมกับ  Aso Boy รถไฟท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นเพื่อเด็กๆ และน่ารักซะจนเด็กคนไหนก็คงอยากลองขึ้นดูสักครั้ง

พอเด็กๆอยากเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้ มีหรือที่พ่อแม่จะไม่อยากพามา ^^

 


 

 

และแล้ว รถไฟที่เรากำลังรอคอยก็มาถึง

 

รถไฟท่องเที่ยวสีขาวที่ถูกประดับตกแต่งด้วยลวดลายหมาน้อยสีดำไปซะทุกที่ค่อยๆแล่นเข้ามาเทียบชานชลา เพียงแค่แวบแรก

เจ้าคุโระก็ทำให้เรายิ้มได้ตั้งแต่ยังไม่ทันจะก้าวขึ้นรถด้วยซ้ำ

 

เราสองคนต่างก็หยิบตั๋วที่จองไว้ออกมาเพื่อดูตู้และที่นั่ง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเราถูกจับแยกกันซะแล้ว! แต่ไม่มีเวลาพอให้งง เราก็เลยตัดสินใจแยกย้ายกันไปตามตั๋วของตัวเอง

 

แต่พอขึ้นไปแล้ว ปรากฏว่าผมดันได้อยู่ตู้หน้าสุดซะงั้น! (ตู้หน้าสุดจะเป็นตู้ที่ชมวิวได้เต็มที่ เพราะ Aso Boy มีการออกแบบโดยยกเอาห้องคนขับขึ้นไปอยู่ชั้นสอง

ผมได้นั่งที่นั่งเดี่ยวด้านขวาพอดี ) คิดว่าตอนไปจองมันคงเหลือที่เดียว เขาจึงให้มานั่งตรงนี้สักคน เอาวะ ถือว่าเป็นโชคดี ตอบแทนเรื่องกระเป๋าตังค์หาย

 

บนขบวนรถไฟแต่ละขบวนตกแต่งแต่ละตู้แตกต่างกันแต่ก็คงคอนเส็ปเจ้าคุโระได้อย่างเหนียวแน่น

 

ตั้งแต่ ม่าน กระจก เบาะ รูปภาพ ฯลฯ ก็จะมีเจ้าคุโระอยู่เต็มไปหมด

 

หลังจากเดินชมก็พบว่าตู้ที่มีเด็กๆและครอบครัวมากที่สุดก็คือตู้สนามเด็กนั่นเอง ทุกๆสองที่นั่งจะมีเด็กอยู่ด้วยอย่างน้อย 1 คนเป็นอย่างต่ำ
โดยเอจิ มิโตะโอกะ ได้ออกแบบให้ที่นั่งที่ติดหน้าต่างเป็นที่นั่งขนาดเล็กสำหรับเด็ก

 

และ ตัวอักษร A กับ B บนที่นั่ง เป็นตัวย่อของ Aso Boy อีกด้วย

 

ในตู้สนามเด็กเล่นนั้นจะมีทั้งบ่อบอลที่ทำจากไม้ ห้องสมุด และเป็นตู้เสบียงด้วยครับ เด็กๆเล่นกันสนุกเลย

 

ส่วนของ cafe ก็จะมีขนมและของที่ระลึกน่ารักๆของรถไฟขบวนนี้ขายอยู่ ถูกใจกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลย

 

ส่วนตัวผมชอบพนักงานที่ทำหน้าที่เล่นกับเด็กตรงบ่อบอลมาก
หน้าที่ของเค้าคือการเล่นกับเด็ก ชวนคุย นั่งเล่น ดูแล แค่นี้ไม่ต้องลุกไปไหน เจ๋งมาก
บอลในบ่อก็ทำจากไม้ครับ ใส่สัมผัสถึงธรรมชาติเหมาะกับเด็กๆมาก

เห็นแล้วก็อดอิจฉาเด็กๆญีปุ่นไม่ได้ที่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีขนาดนี้

 

ถัดจากตู้นี้ไปเป็นตู้ที่น้องผมนั่ง ตู้นี้ก็มีเด็กๆอยู่เยอะเหมือนกัน เบาะของตู้เป็นสีรุ้งสดใส ชวนให้รู้สึกร่าเริงดีจริงๆ

 

อีกตู้ที่ผมชอบ คือตู้ส่วนกลางที่จะมีทั้งโต๊ะและเก้าอี้ให้มานั่งชมวิวพักผ่อนได้สบาย
ตู้ส่วนกลางแบบนี้จะมีสองตู้ ตู้นี้อยู่ด้านหลัง ส่วนอีกตู้นึงจะเป็นโซฟาสีสดใส อยู่ด้านหน้าขบวน

 

บรรยากาศอื่นๆภายในขบวน

 

บน Aso Boy ก็มีโปสการ์ดให้ประทับตราปั๊มกลับไปเป็นที่ระลึกครับ ตรงจุดปั๊มก็มีเจ้าคุโระตัวใหญ่เกาะอยู่ที่กระจกด้วย

 

หลังเดินถ่ายรูปและเที่ยวชมทั้งขบวนแล้ว ผมก็สอยเข็มกลัดคุโระมาหนึ่งอันก่อนจะกลับไปที่นั่ง

 

แล้วคุณพนักงานก็เดินมาให้ถ่ายรูปคู่กับป้ายอีกด้วย จำได้ว่าก่อนถ่าย พนักงานจะให้ทุกคนพูดว่า “Asobo-i!”
คำว่า AsoBoy คนญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียงเป็น อะโซะโบ้ ครับ ซึ่งพ้องกับคำที่แปลว่า “มาเล่นกันเถอะ” เป็นอะไรเล็กๆที่น่ารักมาก
เวลาเราพูดชื่อรถไฟขบวนนี้ ก็เหมือนกับพูดว่า “มาเล่นกันเถอะ” ช่างเหมาะกับการเป็นรถไฟท่องเที่ยวขวัญใจเด็กๆจริงๆ ^^

 

แอบงีบหลับไปบ้าง ตื่นมาก็ช่วงที่ใกล้ๆจะถึง Kumamoto แล้วครับ


ช่วงที่รถไฟกำลังจะเข้าสถานี Kumamoto เราก็ได้วิ่งขนาบข้างกับ รถไฟท่องเที่ยวที่ปรับปรุงจากหัวรถจักรไอน้ำ SL hitoyoshi

พนักงานจะเดินบอกทั่วขบวนเลยว่า อีก 3 นาทีเราจะสวนกับ SL hitoyoshi นะ เป็นเรื่องที่นานๆจะเกิดที ถือเป็นโชคดี ให้เราโบกมือหากัน

ตอนที่สวนกันรถไฟทั้งสองขบวนก็จะชลอความเร็วเพื่อให้ผู้โดยสารของทั้งคู่ทักทายกัน

 

มาแล้ว… ลุงๆป้าๆในตู้แรกของผมโบกมือกันเกรียวกราวแค่นี้ก็เป็นภาพที่ดูน่ารักมากแล้ว

แต่หลังลงจากรถน้องผมก็เล่าให้ฟังว่าตู้ที่เธอนั่งเค้าจะมีป้ายคุโระจังแจกให้เด็กๆเอาไว้โบกพร้อมอุปกรณ์อีกมากมายเลยทีเดียว

 

คงเป็นเพราะตู้ผมมีแต่ผู้ใหญ่ พนักงานเลยไม่ได้แจก

นอกจากนี้สำหรับเด็กๆ(และครอบครัว) ทาง JR เค้าก็ยังมีลูกอมคุโระจังและของเล่นแจกให้อีก รถไฟขบวนนี้ให้ความสำคัญกับเด็กๆมากจริง

 

แต่ไม่ได้ใช่เฉพาะเด็กๆบนรถไฟเท่านั้นนะครับที่จะรัก Aso boy เพราะน้องสาวผมเล่าให้ฟังว่า ระหว่างทางที่เธอดูวิวไปเพลินๆ

พอรถไฟแล่นผ่านบ้านหลังหนึ่ง เด็กชายตัวน้อยที่มองเห็นจากหน้าต่างบ้านก็โบกมือทักทายให้รถไฟขบวนนี้ยกใหญ่

ไม่ได้ทักทายใครที่อยู่บนรถแต่ทักทายรถไฟแห่งความสนุกที่แล่นผ่านบ้านเขาต่างหาก เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า

ในเมื่อรถไฟไม่เคยทำให้ชุมชนเดือดร้อนแถมยังมอบแต่ความสุขให้กับผู้คน แล้วทำไมคนญี่ปุ่นถึงจะไม่รักรถไฟล่ะครับ

 

พอรถไฟมาถึงสถานี เราก็ได้แอบเก็บภาพของ Aso Boy และ SL Hitoyoshi มาอีกเล็กน้อย

 


 

เรามาถึง kumamoto กันช่วง 5-6 โมงเย็น หลังจากแวะดูของที่ระลึกคุมะมงในร้านค้าที่สถานี (อีกแล้ว!!)

 

การเดินทางภายในคุมาโมโตะ สะดวกที่สุดคือการนั่ง Tram ซึ่งจะมีสองสาย A กับ B เดินทางง่าย ไม่งงแน่นอน ค่าโดยสาร 150 เยน ตลอดสาย

แต่สำหรับเราที่ต้องเที่ยวพรุ่งนี้เต็มวัน จึงพากันไปซื้อตั๋ว One day pass (600 yen) ที่ TIC สำหรับขึ้น tram ในวันพรุ่งนี้และเดินทางไปเข้าที่พักกัน

 

เนื่องจากที่พักของเราค่อนข้างไกลจากสถานี JR เราจึงนั่ง tram สาย A มาลงป้าย karashimacho ซึ่งเป็นที่ตั้งของ sunroad shinshigai

ถนนช็อปปิ้งที่ทอดยาวต่อเนื่องกับอีกสองถนน คือ shimotori และ kamitori arcade street เรียกได้ว่าใครอยากช็อป ก็สามารถนั่ง tram มาลงที่ป้ายนี้แล้วเดินยาวไปได้เลย

แต่แน่นอนว่าเราต้องหักห้ามใจ เอาของไปเก็บและเช็คอินกันก่อน

จริงๆแล้วจาก kasashimacho เราสามารถต่อแทรมสาย B ไปลงป้าย senbabashi แถวซอยที่พักได้เลย

แต่เราเห็นว่าท่าทางไม่ไกลมากก็เลยตัดสินใจเดินไปแทน จะได้ชมเมืองด้วย

เราเดินถัดจาก sunroad มาไม่ไกลก็เจอกับกลุ่มคนหนุ่มสาวในชุดงานเทศกาลกำลังซ้อมเต้นกันอย่างแข็งขันเป็นภาพที่น่ารักดี

ระหว่างทางเดินไปที่พัก เราก็เห็นสาวๆในชุด yukata เดินกันให้ว่อน สงสัยจะมีงานเทศกาล ตอนนั้นทั้งตื่นเต้นทั้งอยากรู้ครับ

ดีใจที่(เหมือนจะ) ได้เจองานเทศกาล แต่เค้ามีงานกันตรงไหนและจะไปยังไงก็ยังไม่รู้เลย

เราเก็บความสงสัยไว้แล้วเดินต่อไปจนเจอ ห้าง local เล็กๆแห่งหนึ่งชื่อห้าง kenmin ตรงถนนหน้าห้างมีเวทีและซุ้มอะไรไม่รู้ท่าทางครึกครื้น

เราก็เลยเดากันว่างานเทศกาลอาจจะอยู่แถวนี้แต่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อ เพราะเท่าที่เรารู้มางานพวกนี้มันน่าจะอยู่แถววัดแถวศาลเจ้ามากกว่า (เดาล้วนๆ)

 

เราตัดสินใจรีบกลับไปเก็บของให้เร็วที่สุด ก่อนจะถูกล่อลวงหลงเข้าไปในงานซะก่อน หลังจากเดินกันมาหนึ่งเหนื่อยก็ถึงแล้วครับ

ที่พักของเราในคืนนี้ dyeing and hostel nakashimaya โฮสเทลเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่นที่ถึงจะเล็กแต่ก็จัดไว้สวยมากๆครับ สะอาดดีด้วย

 

บรรยากาศภายในโฮสเทลสวยมากเลยครับ

 

หลังจากเช็คอินและเดินชมโฮสเทลกันเป็นที่เรียบร้อย พี่เจ้าของก็ยื่นโปสเตอร์ใบนึงให้เราพร้อมกับบอกว่า วันนี้ในเมืองจะมีงานเทศกาลเต้น (dancing festival) พอดี

เราไปดูได้นะ พร้อมวงพิกัดในแผนที่ให้เรียบร้อย เราก็อ๋อเลย สรุปว่าได้เจองานเทศกาลโดยบังเอิญครับ! โชคดีจริงๆ

 

หลังจากกลับมาค้นหาข้อมูลก็เลยได้ทราบว่า ชื่อจริงๆของงานนี้คือ batten hinokuni summer festival ครับ

เป็นเทศกาลใหญ่ของ kumamoto เลยทีเดียว
เก็บของเรียบร้อยเราก็เดินออกมาจากโฮสเทลกลับมาแถวห้าง kenmin

ที่เราเห็นตอนเดินผ่านนั้นเป็นเวทีเล็กๆ ที่มีการประกวดเต้นของเด็กๆมัธยม

 

พร้อมด้วยร้านขายอาหารและของกินเล่นหลากหลาย ทั้งของทอด ของย่าง น้ำแข็งไส ฯลฯ หน้าตาหน้ากินไปซะทุกอย่าง

 

ได้เห็นบรรยากาศแบบนี้รู้สึกดีจริงๆครับ คึกคักมากๆ

 

หลังจากที่อิ่มเอมจากอาหารแล้ว เราเดินต่อมาที่ sunroad กัน

 

ถนนช็อปปิ้งที่ปกติก็คึกคักอยู่แล้ววันนี้ยิ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งคนญี่ปุ่นเอง

สาวๆในชุดยูกาตะสวยๆก็เดินอวดโฉมกันเต็มไปหมด

 

น่าคิดว่า ชุดประจำชาติของญี่ปุ่นยังได้รับความนิยมจากคนทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็กๆ วัยรุ่น และผู้สูงอายุ

ไม่ว่าใครๆก็ภูมิใจ และ อยากที่จะใส่ออกมาในงานเทศกาลต่างๆ

แถมยังมีความร่วมสมัยเป็นแฟชั่น มีร้านขายกิโมโน ยูกาตะ อยู่หลายร้าน ทั้งรองเท้า (เกี๊ยะ) เครื่องประดับผม และ กระเป๋า

ก็มีเข้าชุดและมีแบบและรุ่นใหม่ๆออกมาจำหน่ายอยู่ตลอด ทำให้เห็นได้เลยว่า เสื้อผ้าเหล่านี้ได้เติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับคนในประเทศเรื่อยๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นทุกวัยจริงๆ ถ้าเป็นเมืองไทย เราเห็น

ใครใส่ชุดไทยออกมาเดินตามท้องถนน

คงถูกมองด้วยสายตาแปลกประหลาดเป็นแน่

Sunroad เป็นถนนที่คึกคักไปด้วยผู้คนและเต็มไปด้วยร้านรวงที่น่าสนใจมากมาย

แต่สิ่งแรกที่เราเจอก็คือเจ้าคุมะมง มาสคอตประจำจังหวัดนั่นเอง

 

ใน Sunroad มีร้านอาหารน่ากินๆมากมาย ทั้งร้านเสื้อผ้า และขายของเบ็ดเตล็ด รวมไปถึงเครื่องมืออิเล็กทรอนิค

 

เดินต่อมาเรื่อยๆเราก็ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน Shimotori arcade street ถนนสายที่สองถัดมา ซึ่งก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน

 

ความหลากหลายของถนนเส้นนี้เรียกได้ว่ามาที่เดียวทำได้แทบทุกอย่างเลย ยิ่งเดินผ่านมาเราก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความคึกคักที่เพิ่มมากขึ้น

พร้อมๆกับจำนวนสาวๆในชุดยูกาตะที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

 

และแล้วเราก็พบสิ่งที่เราตามหา นั่นคืองาน batten hinokuni summer festival นั่นเอง ยิ่งใหญ่มาก!!

 

รู้สึกโชคดีมากๆที่บังเอิญได้มาพักที่ kumamoto ในวันนี้พอดี งานเทศกาลที่ญี่ปุ่นทำให้รู้สึกฮึกเหิมมากครับ

มีขบวนเต้นรำจากหน่วยต่างๆหลายขบวนต่อกันยาวเหยียดทั้งสองฝั่งถนน

 

ในแต่ละขบวนก็จะมีทั้งเด็ก คนหนุ่มสาว และผู้ใหญ่ที่มีอายุหน่อย มาร่วมแรงร่วมใจกัน

การที่คนจำนวนเยอะมากๆมาทำอะไรสักอย่างร่วมกันแบบนี้มันเป็นเป็นภาพที่สุดยอดมากครับ

 

บางครอบครัวเราก็จะเห็นแม่กับลูกยืนเชียร์อยู่ข้างทาง โบกมือให้พ่อที่อยู่ในขบวน น่ารักมากๆ

 

เรายืนดูไปเรื่อยๆจนถึงชุดสุดท้าย พอถึงเวลาเลิกงานคนมากมายจากแต่ละขบวนก็แยกย้ายกันไป

 

บ้างก็รวมกลุ่มกันไปฉลองให้กับความสำเร็จที่ผ่านมาอย่างเหนื่อยยาก บ้างก็กลับไปหาครอบครัวและเพื่อนที่ยืนเชียร์อยู่ด้านข้าง

 

หลังจากถ่ายรูปจนเต็มอิ่ม เราก็เดินย้อนกลับมาใน shimotori อีกครั้ง เก็บภาพบรรยากาศอันคึกคักเอาไว้อีกหน่อย

 

และเราก็เหลือบไปเห็น game center เข้า ทันใดนั้นเราก็ตกลงกันโดยมิได้นัดหมายและก้าวเท้าเข้าไป…

ร้านเกมส์ร้านนี้จะอยู่แถวๆปลายถนน shimotori เลยครับ หาไม่ยาก มีป้ายไฟใหญ่โต แต่ต้องขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองนะครับ

สิ่งที่เราเข้ามาตามหาก็คือตู้คีบตุ๊กตาหรือที่ญี่ปุ่นเรียกกันว่า ufo catcher นั่นเอง

สิ่งที่ทำให้ตู้คีบตุ๊กตาของญี่ปุ่นต่างจากไทยก็คือระบบของเครื่องที่ทำไว้ให้ผู้เล่นมีโอกาสที่จะได้ของ(หากรู้จุดและวิธี)

แถมของในตู้ยังมีหลากหลายรูปแบบทั้งตุ๊กตา ฟิกเกอร์ รถบังคับ ขนม ของที่ระลึกจากการ์ตูนแบบต่างๆ เช่นนาฬิกา แก้วน้ำ โคมไฟ ฯลฯ

แถมยังเป็นของแท้อีกต่างหาก ต่างจากตู้ของไทยที่นอกจากจะเล่นยากแล้วของในตู้ยังไม่ดูดีเท่า

 

หลังจากเพลินจนลืมเวลา เราก็ได้ฟิกเกอร์มา 5 กล่อง โดยลืมคิดไปว่าจะขนกลับยังไงดี 5555

 

กว่าจะหลุดออกมาจากเกมส์เซ็นเตอร์ ร้านรวงต่างๆก็เริ่มพากันปิดหมด เหลือแต่ร้านอาหารที่ส่วนมากจะเปิดถึง 5 ทุ่ม เที่ยงคืน

เราก็เลยเดินกลับที่พักพร้อมของกำนัลเต็มไม้เต็มมือ (แถมด้วยฝนที่โปรยปรายเบาๆ) กว่าจะถึงที่พักก็หมดแรงพอดี 555

วันต่อไปเราจะไปเที่ยวในตัวเมือง kumamoto กันแล้วครับ !


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :