6 Day North Kyushu Diary – Day 4 : Kumamoto

posted in: JAPAN, KYUSHU, TRAVEL | 0

 


DAY 4 : Kumamoto

หลังจากหลับสบายกันเป็นที่เรียบร้อย เราก็ตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกตะลุยคุมาโมโตะกัน

(แอบบอก..ห้องนอนที่เรานอนตื่นยากมากครับ เพราะไม่มีหน้าต่าง สายแค่ไหนก็นึกว่าตื่นเช้า 555)

จุดหมายแรกของเราคือ สวนญี่ปุ่นที่สวนติดอันดับ 3 ของประเทศ หรือสวน suizenji นั่นเองครับ

ออกมาจากที่พักเราก็เจอกับอาคารนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นบ้านหรือเปล่า แต่สวยขลังดูเป็นญี่ปุ่นมากๆเลย

 

 

สามารถนั่ง tram จากป้ายแถวโฮสเทลต่อเดียวไปได้เลย (เราอยู่ที่ ป้าย senbabashi มีทานุกิตัวน้อยอยู่แถวป้ายรถด้วย) ลงที่ป้าย suizenji koen หรือ suizenji park

 

 

รถ tram ของ kumamoto ไม่ซับซ้อน มีแค่สาย A และ B นั่งไม่กี่เที่ยวก็จำเส้นทางได้

ระหว่างทางก็เพลินดีครับ ได้ชมวิวเมืองและเซอร์เวย์สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆไปในตัว (เพราะผ่านเกือบหมด)

 

 

เราซื้อบัตรแบบ One Day Pass ราคา 600 เยน มาครับ บัตรก็จะเป็นให้ขูดตามวันที่ที่เราใช้

(บัตร Tram แบบ One Day Pass ยังเป็นส่วนลดค่าเข้า Kumamoto Castle กับ Hosokawa Gyobu Tei House ได้ด้วย )

 

   

 

นั่งไม่นาน ประมาณ 25 นาทีก็ถึงแล้ว

 

เดินเลี้ยวซ้ายเข้าซอยมาหน่อยจะเจอกับถนนที่เต็มไปด้วยร้านของฝาก มีโทริอิอันใหญ่อยู่ข้างหน้า

   

 

และ แน่นอน ต้องมีคุมะมงมาสคอตคนดังของเมืองนี้ด้วย



 

มีตู้กดเข็มกลัดที่ระลึกรูปรถไฟของ JR Kyushu ด้วยครับ เราก็เลยกดกันมาคนละอัน


 

แถวนี้มีขนมมันหวานขายอยู่หลายร้าน ร้านในเป็นมันล้วนๆข้างนอกหุ้มด้วยแป้งเหนียวนุ่มบางๆคล้ายแป้งโมจิ นึ่งกันใหม่ๆ




หลังหลุดจากร้านขนมต่างๆมาได้ ก็มาถึงที่ซื้อตั๋ว เราก็จ่ายค่าเข้าไปคนละ 400 yen



 

อย่าลืมหยิบแผนที่สวนที่แจกตรงทางเข้ามาคนละใบนะครับ ถึงข้างในจะเดินง่ายไม่ซับซ้อนแต่แถวศาลเจ้าจะมีตราปั๊มสำหรับปั๊มลงในใบนี้อยู่ด้วย

ผมไม่ได้หยิบมาเลยต้องปั๊มใส่อย่างอื่นไปแทน TT

 

เดินผ่านเข้ามาเราก็มาเจอกับพี่คนนี้ครับ เค้ายืนขายตุ๊กตาคุมะมงพูดได้อยู่ มันจะพูดตามที่คนพูด น่ารักมากๆเลยครับ

 

 

เข้ามาถึงเราก็แวะกินขนมมันหวานที่ซื้อมาก่อน หวานมัน อร่อยมากครับ แต่ แนะนำว่าคนละลูกพอนะครับเพราะข้างในไส้แน่นมาก อาจจะอิ่มได้ 555

 

 

ข้างในสวยมากกก บรรยากาศมันช่างญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ทุกอย่างจัดไว้อย่างดีจริงๆครับ


 

ถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูป อย่าลืมเผื่อเวลาให้ที่นี่มากๆนะครับ ถึงในสวนจะไม่กว้างมากแต่ทุกอย่างมันสวยน่าถ่ายไปหมด เราเคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้ามาก (อีกแล้ว)

 



 

มีปลาคาร์ฟด้วย ดูว่ายกันอย่างมีความสุขมาก

 




 

สวนนี้ถูกสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1632 โดยคำสั่งของซามูไรแห่งตระกูล hosokawa (ที่เดี๋ยวเราจะไปชมบ้านของเค้ากันด้วย) โดยตั้งใจจำลองพื้นที่บริเวณเส้นทางเลียบชายฝั่ง

ทะเลตะวันออก (tokaido) ซึ่งเชี่อมระหว่างเมืองหลวงใหม่และเก่า โตเกียวและเกียวโตนั่นเอง

 

 

ภูเขาไฟฟูจิจำลอง สวยงามมากครับ

 

 

เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆก็จะพบกับศาลเจ้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่สวยอีกแล้ว

 



 

ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น ก่อนจะเข้าวัดหรือศาลเจ้าจะต้องทำร่างกายให้สะอาดซะก่อน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าใหญ่หรือเล็กจิ๋วแค่ไหนก็จะจัดที่สำหรับล้างมือและบ้วนปากเอาไว้ให้

 


 

ตอนที่เราไปถึงมีคนกำลังทำพิธีอยู่ด้วย

 

 

บรรยากาศในศาลเจ้าครับ

 






 

อย่าลืมแวะไปขอพรกันนะครับ คนญี่ปุ่นมักจะใช้เหรียญ 5 เยน ในการขอพร เนื่องจากเสียงคำว่า 5 เยน (โกะ-เอ็น) นั้นมีเสียงพ้องกับคำว่าご縁

ซึ่งมีความหมายว่า การขอพรเทพเจ้า และยังมีลักษณะที่มีรูตรงกลาง ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสิ่งชั่วร้ายจะลอดผ่านรูไปออกไป เหลือไว้แต่สิ่งดีๆ

 

 

ร้านขายเครื่องรางและแผ่นป้านอธิษฐาน

 




 

ใกล้ๆกับศาลเจ้าใหญ่ ก็แอบมีศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีเสาโทริอิสีส้มเรียงกันอยู่ด้วย

 




 

จากรูปปั้นจิ้งจอกเล็กๆ ผมเลยคิดว่าน่าจะเป็นศาลเทพเจ้าจิ้งจอกนะครับ รูปปั้นสวยมาก แต่ก็แอบน่ากลัวเล็กน้อย ฮ่าๆ

 


 

กลับออกจากศาลเจ้าก็มาเดินชมสวนกันต่อ

 





 

สวนนี้มีความเป็นธรรมชาติมากครับ มีแมลงปอบินอยู่เต็มไปหมด แล้วก็มีสัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ด้วย

 




 

เราสังเกตว่า คนญี่ปุ่นเองก็นิยมมาที่สวนกัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก คูรัก หรือคุณลุงคุณป้า ก็มาไหว้ศาลเจ้า ทานขนมกับชาร้อนๆ แล้วก็ชมสวยสวนๆ

 



 

ช่างเป็นที่ๆมาแล้วรู้สึกจิตใจสงบจริงๆ

 





 

หลังจากเดินชมกันจนเต็มอิ่มแล้ว เราก็กลับออกมาทางประตูเดิม แล้วแวะเข้าร้านขายของฝากซะหน่อย

 

 

ปรากฏว่าร้านขายของฝากเค้าบริการลูกค้าทุกคนดีมากๆครับ เราเดินเข้ามาปุ๊บเค้าก็ชวนให้ทานน้ำชาพร้อมกับแจกผ้าเย็นให้เช็ดหน้าเช็ดตาคนละผืน

สุดยอดมากครับ นับถือใน service mind ของเค้าจริงๆ

 



 

เป้าหมายต่อไปของเราคือไปหาอะไรทานที่ kamitori arcade street ซึ่งเมื่อวานเราเดินไปไม่ถึง

เพราะกว่าจะดูงานเทศกาลเสร็จร้านรวงอะไรก็ปิดกันไปหมดแล้ว (บวกกับหลงเข้าร้านเกมส์แล้วหาทางออกไม่เจอด้วย)

จริงๆถ้าจะไป kamitori arcade street สามารถลงรถที่ป้าย torichosuji ได้เลย เพราะจะใกล้ที่สุด ข้ามถนนมานิดเดียวก็ถึง แต่เราดันติดใจวิวแม่น้ำ shirakawa

ตั้งแต่ตอนนั่ง tram ผ่าน ก็เลยตัดสินใจลงก่อนป้ายนึงคือป้าย suidocho เพื่อไปชมวิวกัน

 



 

บนสะพานอากาศดีมากครับ ลมเย็นชื่นใจเหมือนอยู่บนเขื่อน ถึงจะมีแดดอ่อนๆแต่ก็ไม่ร้อนเลย สบายมากๆ


 

หลังอ้อยอิ่งกันจนสมใจ เราก็พากันเดินย้อนกลับมาทางเดิมที่เราลงรถเมื่อกี้ เพื่อมุ่งหน้าไป kamitori กัน

 

บรรยากาศหน้าถนน Kamitori มองไปเห็น ปราสาท Kumamoto ด้วย

 

ภายในถนนช็อปปิ้งนี้ก็ไม่ค่อยแตกต่างจากอีกสองสายสักเท่าไหร่

เท่าที่สังเกตจะมีร้านที่แตกต่างกันบ้างก็คือร้านหนังสือกับร้านเครื่องเขียนนี่แหละที่เห็นแต่ใน kamitori







 

มื้อกลางวันเราฝากท้องไว้กับร้าน lotteria ร้านฟาสฟู๊ดคล้ายๆแม็คโดนัลนี่แหละครับ แต่เป็นของญี่ปุ่น


สาเหตุที่เราเลือกทานร้านนี้ก็เพราะป้ายแฮมเบอร์เกอร์เมนูพิเศษ(หรืออะไรประมาณนี้แหละอ่านไม่ออก) ที่มันน่ากินมากกกกก
พอเข้ามาก็สั่งกันมาคนละเซ็ท ในเซ็ทมีเบอร์เกอร์กับสลัด แล้วก็สั่งน้ำไซเดอร์กันคนละแก้ว

บอกได้เลยว่า มันอร่อยมากกกกก เนื้อนุ่มมม กัดเข้าไปก็มีน้ำในเนื้อไหลออกมา ซอสก็อร่อยมากๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง เอาเป็นว่าทุกร้านเฟรนไชน์ที่มีขายในเมืองไทยเทียบไม่ติดเลยครับ


หลังจากอิ่มท้องก็ได้เวลาไปปีนปราสาทกันแล้วครับ เราเดินย้อนออกมาที่ต้นถนน kamitori



สังเกตว่าที่นี่ก็มีร้านขายชุดกิโมโน และยูกาตะ อยู่ด้วย สมเป็นชุดประจำชาติจริงๆ พนักงานที่ขาย ก็จะใส่ชุดของร้านตัวเองด้วย


 

ต่อมาเราก็เดินเลี้ยวไปตามทางที่มองเห็นปราสาท Kumamoto แทนการนั่งรถ tram เพราะปราสาทอยู่ถัดไปไม่ไกล

แต่ถ้าใครขี้เกียจเดินก็สามารถนั่งรถ tram ได้ครับ ลงที่ป้าย kumamoto-jo mae

 

ตั้งแต่มาถึง Kumamoto เราก็จะเห็นคนใช้จักรยานในการเดินทางเยอะพอสมควร  ที่โฮสเทลของเราก็มีจักรยานให้เช่า

แต่เราคิดว่าการขี่จักรยานอาจจะเป็นภาระสำหรับเราเรื่องที่จอด และ ด้วยความที่ไม่รู้เส้นทางมาก ก็เลยขอบายดีกว่า

 

ระหว่างทาง เราก็เจอกับที่จอดจักรยาน ดูดีและปลอดภัยมาก และมีอยู่ทั่วเมืองมากๆ

เรียกได้ว่าทำให้การเดินทางด้วยจักรยาน ไม่เป็นภาระ แถมยังสะดวกสุดๆ

 

 

เดินไม่นาน ข้ามถนน และคลองเล็กๆ ก็ถึงทางเข้า



 

ปราสาทคุมาโมโตะเป็นปราสาทที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยสร้างมาตั้งแต่สมัย ค.ศ. 1601 เพื่อใช้เป็นป้อมปราการ

ตามคำสั่งของท่านคาโตะ คิโยมาสะ (kato kiyomasa) ไดเมียวในขณะนั้น

โดยในปี ค.ศ. 1877 ตัวปราสาทได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายเกือบทั้งหมด ในเหตุการณ์กบฏ satsuma ก่อนจะมีการบูรณะ

ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์อีกครั้งในเวลา 100 ต่อมา

ปัจจุบันด้านในมีการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวของปราสาทครับ

 

 

ค่าเข้าชมปราสาท 500 yen ต่อคน

ถ้าจะชมทั้งตัวปราสาทและ hosokawa gyobutei สามารถซื้อตั๋วรวมกันได้ในราคาที่ถูกว่า คือราคา 640 yen (จากปกติ500 + 300 = 800 yen)

 

ซื้อตั๋วเสร็จก็เข้าไปกันเลย


 

โอ้โห แค่กำแพงปราสาทก็ทำให้เราตกตะลึง มันสูงมากกก ยิ่งใหญ่มากๆครับ

 



 

เราค่อยๆเดินลัดเลาะเข้ามาเรื่อยๆ เหมือนจะใกล้แต่ก็เหนื่อยพอๆกับปีนภูเขาลูกย่อมๆ 5555

เป็นเพราะตัวปราสาทอยู่ในที่สูง กว่าจะถึงก็ต้องค่อยๆไต่กันขึ้นไปทีละนิด

 





 

ขึ้นมาสูงแล้วนะ ฮ่าๆ

 

แล้วเราก็ต้องลอดไต้กำแพงเพื่อไปยังลานหน้าปราสาท


 

ระหว่างทางที่เป็นเนินลาดชันจะมีพี่ซามูไรใจดีคอยยืนบอกให้ระวังลื่นด้วยครับ น่ารักมากๆ ขากลับเห็นว่ามีการเปลี่ยนคนด้วย

คงยืนเมื่อยน่าดู เพราะหน้าที่ของพี่เขาคือการดูแลไม่ให้คนลื่นเลยครับ ใส่ใจกับอะไรเล็กๆน้อยๆสมกับเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ

 

 

เมื่อพ้นจากพี่ซามูไรมาก็จะถึงลานหน้าปราสาทพอดี

 

มีคนมาเที่ยวกันคึกคักเลยทีเดียว แถมตรงด้านในสุดของลานก็มีคนมามุงดูอะไรสักอย่างกันอยู่ด้วย ขอแวะเข้าไปส่องกับเค้าหน่อย

ปรากฏว่าโชคดีได้เจอโชว์ย้อนยุคเกี่ยวกับปราสาทคุมาโมโตะครับ เป็นโชว์กึ่งละครกึ่งเต้น ท่าก็มีการผสมผสานกับท่าทางการต่อสู้ ดูเพลินมากๆ

แต่ที่เห็นชัดๆเลยก็คือ ประชาชนของเค้าภูมิใจในชุมชนของตัวเองมากเลยครับ ในโชว์พูดบ่อยมากว่า “เราเป็นชาวคุมาโมโตะ!!”

ด้วยความภาคภูมิใจ คนดูทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ก็มีความสุขที่ได้ดูโชว์กันมากๆ

 


 

ถ้าจำได้ เราเคยเจอพี่สี่คนนี้แล้วนะครับ ในขบวนของงานเทศกาลที่เราได้ไปชมนั่นเอง





 

พี่ๆเค้าเสดงได้สมบทบาทมากๆครับ พี่คนนี้เหมือนจะเป็นซามูไรที่ยศต่ำกว่า เวลาต้องหยิบพร็อพของการแสดง

เช่นดาบหรือทวน ก็จะต้องคุกเข่าแล้วเอาไปมอบให้กับคนอื่นด้วย ท่าทางจะเหนื่อยกว่าคนอื่น พี่เค้าเหงื่อท่วมเลย



พอแสดงจบก็มายืนรวมโพสท่าให้คนดูถ่ายรูปกัน

 

พอถ่ายรูปเสร็จ เราก็เดินเข้ามาชมด้านในปราสาทกัน

ตัวปราสาทหลักมีทั้งหมด 6 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะจัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติของปราสาทคุมาโมโตะ ภาพปราสาทต่างๆในญี่ปุ่น และ เป็นจุดชมวิวในชั้นบนสุด

 

บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์


 

แผนผังแสดงเมืองคุมาโมโตะในสมัยก่อน ทำได้ละเอียดมากๆ


 

ค่อยๆไต่บันไดขึ้นมาทีละชั้นๆ โดยให้ไล่ดูจากชั้นแรกขึ้นไปนะครับ เพราะบันไดทางลงจะบังคับเดินลงเลย ไม่มีทางออกแต่ละชั้น เดี๋ยวอดดู 555

มีแบบจำลองโครงสร้างของปราสาทคุมาโมโตะด้วย สุดยอดมากๆ

 


 

ถึงชั้นบนสุดแล้ว วิวดีมากครับ มองออกไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตาเลย รับรองว่าถ้าได้ขึ้นมาชมวิวสวยๆพร้อมลมเย็นๆบนนี้จะหายเหนื่อยพร้อมกลับลงไปเที่ยวต่อแน่นอนครับ



 

จากบนนี้ จะมองเห็นวิวทั่วทั้งเมืองคุมาโมโตะเลย



 

มองจากบนนี้แอบเห็นโรงเรียนมัธยมที่อยู่ด้านล่าง ในสนามก็มีป้ายมาสค็อตของปราสาทคุมาโมโตะและคุมะมงที่ถูกตั้งไว้ให้หันหน้ามาทางนี้พอดิบพอดี

คล้ายตั้งใจจะทักทายผู้คนที่มองลงมาจากยอดปราสาทยังไงยังงั้น ละเอียดไปซะทุกเรื่องสมเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ

 


 

คนข้างล่างตัวเล็กนิดเดียว



 

หลังจากชมวิวจนหายเหนื่อยแล้ว เราก็ค่อยๆเดินลงบันไดกลับมาที่ลานปราสาทเพื่อไปชม honmaru goten palace

ซึ่งเป็นส่วนที่พักของไดเมียวและมีไว้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ด้านในต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชมนะครับ เหมือนว่าปกติจะมีชั้นให้วาง (ไม่แน่ใจนะครับ เห็นมีชั้นอยู่) แต่วันนี้เค้าแจกถุงพลาสติกให้ ถอดแล้วใส่ถุงหิ้วเดินกันไป

 

 

ข้างในแบ่งเป็นห้องๆ เช่นห้องครัว ห้องประชุม ห้องชงชา ฯลฯ การตกแต่งเรียบๆแต่หรูและสงบ




 

โดยเฉพาะห้อง shokun hall ที่มีทั้งกำแพง ภาพวาด เพดาน ผนัง แบบญี่ปุ่นโบราญ มีการลงรักปิดทองเอาไว้สวยงามมากๆ






 

ภายใน honmaru goten palace นั้นไม่ใหญ่ เดินไม่นานก็วนออกมาที่ลานหน้าปราสาทเหมือนเดิม

 

แอบเก็บภาพของปราสาทคุมาโมโตะ จากมุมนี้บ้าง


 

เราแวะร้านของฝากที่อยู่ข้างๆและนั่งพักทานอะไรเล่นๆ ผมกดน้ำพีช มาจากตูกดครับ หอมหร่อย เย็นชื่นใจมากๆ แก้วเป็นรูปคุมะมงอีกด้วย


 

ไม่นานก็เริ่มออกเดินต่อจนมาถึง ประตู hohoate gate



 

เจอโปสเตอร์ของการแสดงที่เราได้ชมไป ดูจริงจังมากจริงๆ

 

ที่สุดยอดมากๆก็คือ เราเจอกับพี่ 2 คนนี้ครับ กำลังเลิกงานกลับบ้าน แต่ความเจ๋งก็คือ เค้ายังคงแสดงเป็นซามูไรอยู่

เดินผ่านประตูออกมา ก็มาหยุดหันหน้าเข้าหาปราสาท แล้วก็โค้ง พร้อมกับพูดอะไรบางอย่าง โห สุดยอดมากเลยครับ ทุ่มเทมากๆ ประทับใจเลยจริงๆ

 

 

เสร็จแล้วเราก็เดินต่อ เป้าหมายต่อไปของเราก็คือ hosokawa gyobutei ครับ

เราข้ามถนนและค่อยๆเดินออกจากแนวปราสาท ทะลุผ่านสวนสาธารณะ ninomaru มาเรื่อยๆ

 


 

เจอน้องคนนี้เค้าอยากลงไปเล่นข้างล้างใกล้ๆบ่อน้ำ คุณพ่อก็เลยตามลงไปด้วยกัน (ผมเองก็อยากลงนะครับ สวยซะขนาดนั้น ฮ่าๆ)

พ่อก็ชวนลูกดูปลาในน้ำ แมลงบนยอดหญ้า เป็นภาพที่น่ารักดีครับ

แอบคิดเล็กๆว่า ถ้าเป็นเด็กไทย ถ้ารบเร้าอยากลงไป คงจะไม่ได้ลงไปแน่ๆ เผลอๆจะถูกตีอีกต่างหาก ฮ่าๆ

 


 

แถวนี้บรรยากาศดีมากครับ มีทั้งเด็กๆมาวิ่งเล่น และคนมาออกกำลังกาย ผมเองพอเห็นแล้ว ก็แอบอยากจะมาวิ่งจ็อกกิ้งบ้างเหมือนกัน

 




 

เดินต่อมาอีกหน่อย ก็เจอกับ kumamoto prefectural museum of art ครับ

 

 

เดินผ่านมาอีกหน่อยก็จะเจอทางออกไปถนนเล็กๆ

 




 

ในป้ายเป็นมาสคอตของปราสาทคุมาโมโตะครับ น่ารักดี ที่ญี่ปุ่นนี่อะไรก็มีมาสคอตไปเสียหมด ฮ่าๆ

 

 

แล้วเดินเลี้ยวซ้ายต่อไปอีกไม่ไกลก็มาถึง

 

 

ทางเดินภายในบริเวณ hosokawa gyobutei จัดเป็นทางเดินเส้นเดียว เพราะนอกทางเดินเป็นสวนหินที่จัดไว้สวยมากๆ ต้องระวังไม่ให้เดินไปเหยียบหินที่เค้าจัดไว้

 




 

บรรยากาศเงียบสงบจริงๆ

 



 

hosokawa gyobutei หรือ former hosokawa residence นั้น เป็นบ้านพักของตระกูล hosokawa ซึ่งเป็นตระกูลซามูไรที่สำคัญของ kumamoto ในสมัยเอโดะครับ

 


 

ภายในตัวอาคารจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของตระกูล hosokawa โดยจัดห้องต่างๆตามการใช้งานจริงสมัยที่ยังมีคนอยู่อาศัย

 




 

สวยและให้ความรู้สึกขลังมากๆครับ

 




 

ตอนที่เราไป ประมาณ 5 โมงครึ่งได้แล้วครับ ใกล้จะถึงเวลาปิดแล้วเลยมีคนน้อยมาก(ถึงไม่มีเลย) รู้สึกโลกนี้เป็นของเรามาก555

ตรงไหนสวย ลมเย็น ก็นั่งห้อยขาชมสวนพักเหนื่อย สบายจริงๆ

 



 

ร่มรื่นมากจริงๆครับ ทั้งๆที่วันนี้มีแดด แต่ในนี้ก็เย็นสบายเลยทีเดียว

 



 

ใบเมเปิ้ลที่นี่แอบเริ่มเปลี่ยนสีบ้างเล็กๆแล้วด้วย ถ้ามาหน้าใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยน่าดูครับ

 


 

ท้องฟ้าสีฟ้าที่เราตามหามาตลอดทั้งทริป ก็มีให้เห็นในวันนี้ :)

 

 

เต็มอิ่มกับความสวยงามของ hosokawa แล้ว เราก็ออกมาทางด้านหลังเพื่อเดินไปขึ้นรถ tram สาย B

 

 

ผ่านถนนสายที่ไม่ใช่จุดท่องเที่ยวสักหน่อย

 

 

แวะกลับมาเก็บของที่โฮสเทล นั่งพักหน่อยก่อนจะออกไปตะลุยสามถนนช็อปปิ้งยามค่ำคืนเป็นการส่งท้ายคุมาโมโตะ

 

 

ระหว่ารอ Tram ก็มีความประทับใจเล็กๆเกิดขึ้นครับ

คือเราเห็นคุณลุงคนนึง ซึ่งบ้านอยู่ใกล้ๆกับป้ายรถ tram เดินออกมาเพื่อกวาดพื้น และเก็บขยะเล็กๆน้อยๆ (ซึ่งมีน้อยมากจริงๆ) ที่ป้ายรถครับ

รู้สึกเลยว่า เค้าดูแลชุมชนของเค้า เหมือนเป็นจิตสำนึกส่วนรวม

รู้สึกว่าเค้าปฏิบัติเหมือนกับ ป้ายของเรา ชุมชนของเรา เมืองของเรา ประเทศของเรา เราจึงรัก ภูมิใจ และ ดูแล

ต่างกับคนไทยหลายๆคน ที่นอกจากจะทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางแล้ว แถมยังขีดเขียน ทำลายทรัพย์สินสาธารณะอีก

ข้างๆป้าย Tram จะมี ที่ทำการ ไปรษณีอยู่ครับ ตอนแรกกะว่าจะซื้อแสตมป์สำหรับส่งโปสการ์ดหาเพื่อนที่นี่ เราดันปิดซะแล้ว

 


 

ใกล้ๆกันก็จะมีคลองเล็กๆ บรรยากาศดีมากๆครับ เห็นอย่างนี้น้ำใสมากเลย

 

 

ชิลกันเสร็จแล้ว เราก็ขึ้นรถ tram สาย B กลับมาลงที่ Shimotori arcade street

 



 

ผู้คนดูบางตากว่าเมื่อคืนที่มีงานเทศกาลมาก

 






 

หลังจากช็อปปิ้งและชมบรรยากาศของแต่ละถนนกันจนพอใจ ท้องก็เริ่มหิว.. เราเลยเริ่มมองหาร้านอาหารกันแทน

ตามระหว่างทางของถนน sunroad shimotori และ kamitori จะมีซอกซอยเล็กๆมากมายแยกออกไปอีก ดูคึกคักมากๆ แถมพวกร้านอาหารยังปิดดึกอีกด้วย

 


 

เราเลือกฝากท้องไว้ที่ร้านราเม็งร้านนึงในซอยเล็กๆ(ไม่แน่ใจทั้งพิกัดและชื่อร้าน) เป็นร้านที่ local สุดชีวิตเลยทีเดียว เพราะมีขนาดเล็กมากๆและเมนูทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด เข้าไปด้านในมีคนทำอยู่แค่คนเดียวเพราะดึกมากแล้ว

 



 

แน่นอนว่าเราอ่านเมนูไม่ออกครับ555 ก็เลยบอกเค้าว่า kumamoto ramen พร้อมกับชู 2 นิ้วให้ ก่อนจะสั่งเกี๊ยวซ่ามาอีก 1 จาน

ระหว่างที่ทำ พี่เค้าก็เอาน้ำมาให้ครับ เราก็แอบดูขั้นตอนที่เค้าทำ มีการจับเวลาในการลวดเส้นและทอดเกี๊ยวซ่าอย่างจริงจังมาก

 



 

มาแล้วอาหารของเรา เกี๊ยวซ่าไม่ทันได้ถ่ายไว้เนื่องจากความหิว แหะๆ

 

 

อร่อยมากครับบบ สุดยอดด

คุมาโมโตะราเม็งจะมีกระเทียมเจียวหอมๆเป็นเอกลักษณ์ ชาชูก็อร่อยนุ่มลิ้น ไข่ต้มมีรสชาติเฉพาะตัวอร่อยมากๆ เกี๊ยวซ่าอาจจะไม่เทพที่สุดแต่ก็อร่อยเหมือนกัน

พูดแล้วหิว อยากกินอีกเลยครับ555 ยกให้เป็นที่หนึ่งของราเม็งที่เราได้ไปกินมาในทริปนี้เลย ชอบมากกว่าราเม็งสเตเดียมอีกนะ

หลังอิ่มจากมื้อดึกกันเป็นที่เรียบร้อย เราก็กลับโฮสเทลเพื่อเก็บของ เราก็มีเรื่องเซอร์ไพรซ์ครับ

 

พอได้ต่อ wifi  ผมก็ได้เห็นอีเมล์ฉบับหนึ่งเข้ามาในโทรศัพท์ เป็นอีเมล์จาก nogami honkan ryokan ที่พักของเราตอนอยู่เมือง beppu

ในอีเมล์บอกว่าทางตำรวจเจอกระเป๋าสตางค์ของเราแล้ว ของทุกอย่างยังอยู่ครบ แต่เงิน 40000 เยนของเราไม่อยู่แล้ว

ความรู้สึกของผมในตอนนั้นทั้งดีใจที่เค้าหากระเป๋าเจอและแปลกใจเพราะไม่คิดว่าจะได้คืนแล้วด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่องเงินก็ไม่ได้ติดใจอะไรครับ เพราะไม่ได้หวังว่าจะได้คืนตั้งแต่แรกแล้ว

 

เราเลยตัดสินใจแผนเปลี่ยนของพรุ่งนี้ใหม่ จากที่จะไป hakata ตั้งแต่เช้า ก็เลยจะแวะไปเอากระเป๋าสตางค์คืนที่ beppu ก่อน

จริงๆผมไม่ได้อยากได้ของในกระเป๋าที่เหลือคืนสักเท่าไหร่เลยครับ และ แน่นอนว่ามันคงเสียเวลาการเดินทางและผิดแผนแน่ๆอยู่แล้ว

แต่เรารู้สึกว่าอยากจะตอบรับความตั้งใจของพี่ๆตำรวจที่อุตส่าห์ตามหากระเป๋าสตางค์ของนักท่องเที่ยวตัวเล็กๆอย่างเราจนได้คืน

และ อยากจะไปขอบคุณเค้าอีกครั้งด้วยครับ

 

หลังจากที่ตัดสินใจเรื่องแผนการเดินทางของวันพรุ่งนี้เสร็จเราสองคนก็แยกย้ายกันเข้านอน

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการตื่นแต่เช้าและกลับไปเยือน beppu อีกครั้ง..

 


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :