6 Day North Kyushu Diary – Day 5 : Kumamoto – Beppu – Fukuoka

posted in: JAPAN, KYUSHU, TRAVEL | 0

 


DAY 5 : kumamoto – beppu – fukuoka

เช้าวันนี้ก็ถึงเวลาโบกมือลาเมืองที่ไม่เล็กแต่อยู่สบายอย่าง kumamoto กันแล้วครับ
เราขึ้น tram มายังสถานี JR kumamoto เพื่อขึ้น shinkansen sakura ไปยัง hakata และต่อ sonic เพื่อกลับไปเอากระเป๋าสตางค์ที่ beppu

 

 

ภายใน shinkansen sakura ตกแต่งได้สวยงามและทันสมัย ถึงจะไม่ละเมียดละไม และ ประทับใจเราเท่า tsubame
แต่ก็นั่งสบายและรวดเร็วสมชื่อ shinkansen

 




 

ไม่นานก็มาถึงสถานี hakata ที่นี่ มี Shinkansen หลายขบวนเข้ามาเทียบชานชาลา หากจะไปยังภูมิภาคอื่นๆ ก็ต้องมาขึ้นที่ฮะกะตะนี่แหละครับ

 


 

เราจัดการฝากข้าวของสัมภาระทั้งหมดไว้ที่นี่ แล้วก็แวะซื้อ ekibento (ข้าวกล่องรถไฟ) กับของทานเล่นในซูเปอร์มาเก็ตในสถานี
ก่อนจะเตรียมตัวไปรอขึ้น sonic เป็นรอบที่ 3

 


 

มาแล้ว เจ้า kamome ที่ทำให้เราสับสนกันไปในวันแรก วันนี้ไม่มีพลาดครับ ฮ่าๆๆ

 



 

ไฮไลท์ของมื้อนี้คือ ekiben ในกล่องรูปรถไฟ!
น่ารักมากๆๆ อาหารในกล่องถึงจะเย็นแต่ก็อร่อยครับ กล่องสวยน่าเก็บสะสมมากๆ

 



 

หลังทานอาหารเสร็จ เวลาผ่านไปไม่นานเราก็มาถึง beppu อีกครั้งแล้วครับ

 


ตามตารางรถไฟที่เราแพลนไว้ เราจะมีเวลาอยู่ที่นี่แค่ประมาณชั่วโมงเดียวเท่านั้น

เราจึงรีบไปที่ป้อมตำรวจในสถานีที่เราเคยไปพร้อมกับคุณพี่ตำรวจเมื่อวันก่อนทันที

แต่เมื่อไปถึงและเจรจา(ผ่านภาษาอังกฤษอันน้อยนิดของเรา)แล้ว ก็ได้ความว่า ที่นี่เป็นแค่ป้อมตำรวจ
เราต้องไปที่สถานีตำรวจเมือง beppu เพื่อไปติดต่อแผนกของหายและรับคืนจากที่นั่นแทน
หลังจากสอบถามเส้นทางเรียบร้อยเราก็ขอบคุณเค้าแล้วรีบออกมา

เราต้องไปที่สถานีตำรวจเมือง beppu ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก JR beppu เท่าไหร่ เดินตาม GPS ไปไม่นานก็เจอ
ระหว่างทางเดินผ่านป้านรถที่เราเคยขึ้นไป Jigoku Meguri

 


 

มองเห็นสถานีตำรวจอยู่ใกล้ๆ

 

 

ใหญ่โตสวยงาม ดูน่าเชื่อถือมากๆ

 


 

พอไปถึงเราก็เข้าไปถามว่า ถ้าเราจะมาเอากระเป๋าสตางค์ที่หายไปต้องไปตรงไหน
(แต่ด้วยการสื่อสารที่ยากลำบาก ทำให้พี่ๆตำรวจต้องใช้พลังงานอย่างมากในการช่วยเหลือเราอีกครั้ง)

พี่ตำรวจก็พาเราขึ้นไปที่ชั่นสอง เป็นแผนก Lost and Found ของที่นี่ครับ กระเป๋าอยู่ในสภาพเปียกน้ำ แต่ของข้างในยกเว้นเงินยังอยู่ครบ

โดยตลอดการติดต่อที่สถานี ถึงแม้จะสื่อสารกันอย่างทุลักทุเล แต่เราก็พบเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าตำรวจทุกคนที่เราไปพบ
ก็นับว่าเป็นเรื่องประทับใจเล็กๆของเราอีกเรื่องในวันนี้

หลังจากเสร็จธุระเรื่องกระเป๋าสตางค์ เราก็กลับมาขึ้น Sonic เจ้าเก่า เพื่อกลับไป hakata อีกครั้ง (ทำให้ทริปนี้เราได้นั่ง Sonic ถึง 4 รอบด้วยกัน)

 


 

แล้วก็มาถึง Kamome นางนวลขาวของเรา

 

 

ด้านในก็ตกแต่งสวยงามอย่างเคย

 




 

ตอนนั่งรถ ผมมึนหัวเล็กน้อย เลยเดินออกมายืดเส้นยืดสาย

 

 

ก็เจอตู้กดน้ำครับ มีข้อความนี้เขียนอยู่ ดูน่ารักมากครับ
แล้วผมก็เลือกกดน้ำพีชมา รสชาติดีใช้ได้ครับ สดชื่นอย่างที่เค้าว่าไว้จริงๆ ^^

 


 

กลับมาถึง hakata แล้วครับ ที่นี่เราได้จองที่พักไว้ที่ hotel sunline fukuoka hakata ekimae ซึ่งอยู่ค่อนข้างใกล้กับสถานี JR hakata เลยทีเดียว

เราจึงเลือกที่จะฝากกระเป๋าเดินทางเอาไว้ที่สถานีแล้วออกมาเที่ยวรอบๆก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปเช็คอิน

 




 

การเดินทางใน fukuoka ที่เราเลือกใช้ก็คือการนั่งรถไฟใต้ดินหรือ subway
ที่เราเคยใช้บริการนั่งจากสนามบินเข้ามาสถานี hakata ในวันแรกนั่นเอง

 




 

Subway ใน Fukuoka แต่ละสถานี ก็จะมี Icon ที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นั่นๆอยู่ด้วย

 

 

มาแล้วครับรถไฟของเรา โดยเป้าหมายแรกของเราก็คือสถานี gion

 

 

เพียง 1 ป้ายก็มาถึง gion แล้วครับ

 



 

สำหรับย่านนี้ จะเรียกว่าเป็นย่านศูนย์รวมวัดก็ว่าได้
เพราะที่นี่มีทั้งวัดและศาลเจ้ารวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นมากๆ

 



 

ระหว่างทาง ก็เจอฝาท่ออันเล็กๆสวยๆอีกแล้ว

 

 

แต่ที่เราเลือกไปชมในวันนี้ก็คือ วัด tochoji และศาลเจ้า kushida ครับ

โดยเราจะเริ่มกันที่ศาลเจ้า Kushida กันก่อนเลย หลังจากขึ้นมาจากใต้ดิน และเดินเลี้ยวเข้าซอยไปไม่นานก็ถึงแล้วครับ

ซุ้มประตูทางเข้า สวยมากๆ

 



 

ถึงจะไม่ได้ไปโตเกียว แต่ก็ยังได้ถ่ายรูปกับโคมสีแดงนะครับ ฮ่าๆ

 

 

บรรยากาศภายในศาลเจ้า

 



 

สวยมากเลยครับ

 


 

ก่อนจะเข้าไปก็ต้องล้างมือบ้วนปากกันก่อน

 

 

ความพิเศษของศาลเจ้าแห่งนี้คือมีการประดับตกแต่งด้วยเกี้ยว kazari yamakasa ซึ่งเป็นรูปจำลองของเทพตามตำนานญี่ปุ่นในสีสันที่สวยงาม

ละเอียดละออและมีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างมาก โดยจะนำไปใช้แห่ใช้เทศกาลสำคัญของเมืองคือ เทศกาล hakata gion yamakasa

ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปีนั่นเอง

 

 

เทศกาลนี้เริ่มมาจากการที่พระโกคุชิ โชอิจิ ต้องการที่เป่าโรคระบาดในสมัยนั้นโดยการราดน้ำมนต์ลงไปบนท้องถนน
ที่สืบเนื่อง และ กลายมาเป็นประเพณีดังในปัจจุบัน

 

 

แล้วก็เดินชมกันต่อ

 



 

บรรยากาศรอบๆก็สวยงาม เงียบสงบมากครับ บางจุดก็แอบน่ากลัวนะเนี่ย

 




 

ด้านหลังจะมีที่ให้แขวนแผ่นป้านขอพรด้วย

 






 

หลังจากชมศาลเจ้า kushida เสร็จเรียบร้อย เราก็ข้ามถนนไปต่อกันที่วัด tochoji กันครับ

ระหว่างทางก็ผ่านซอยเล็กๆ บรรยากาศน่ารักดีครับ

 



 

เดินย้อนออกมาที่ทางออก Subway แล้วข้ามถนน ก็จะถึง

 


 

วัน tochoji เป็นวัดพุทธ บรรยากาศสงบร่มรื่นและสวยงามด้วยสวนแบบญี่ปุ่น

 




 

ภายในวัดมีวิหารขนาดใหญ่และเจดีย์สีส้มสดยอดสีทองสวยงาม

 

 

เข้ามาดูเจดีย์สีส้มใกล้ๆกันบ้าง

 




ศาลาเล็กๆข้างๆเจดีย์


 

เดินต่อมาไหว้ฟระในวิหารใหญ่ครับ ใหญ่มากจริงๆ

 


 

และยังมีการประดิษฐานพระพุทธรูปจากไม้แกะสลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วยครับ (ขอยืมรูปจาก http://www.japancheckin.com)

 

 

น่าเสียดายที่ทางวัดไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เราจึงยืนไหว้พระขอพรและซึมซับความงามกันแทน
(แนะนำให้มาชมเลยครับ ใหญ่โตอลังการและสวยมากๆ)

เมื่อชมเสร็จเราก็เดินออกมาแวะร้านขายของฝากจำพวกขนมญี่ปุ่นและเซมเบ้หลากหลายรูปแบบ
ชิมแล้วทั้งอร่อยและมีแพคเกจที่สวยน่าสะสมเราก็เลยสอยกันมาคนละนิดคนละหน่อย

แวะกิน soft cream ที่ร้านเดียวกัน ของเราเป็นวานิลลามิกซ์กับมะม่วง หวานหอมอร่อยมากๆ
(ความจริงคือสั่งไม่เป็น เค้าว่ามิกซ์ก็มิกซ์ ไม่รู้ได้มะม่วงมาได้ยังไง ฮ่าๆๆ)

 

 

ต่อไปเราจะมุ่งหน้าไปชมย่านการค้า nakasu kawabata กันครับ
ปกติการเดินทางจะสามารถนั่ง subway มาลงที่สถานี nakasu kawabata ได้เลย แต่เราเห็นว่าไม่ไกลเลยเลือกเดินมาจาก gion แทน

 


 

ระหว่างทางก็ผ่านวัดและศาลเจ้าอีกหลายแห่ง สมกับเป็นย่าน Gion จริงๆ

 


 

เริ่มมีร้านอาหารตามข้างทางอยู่บ้าง มีร้าน Yoshinoya ที่มีสาขาที่ไทยด้วย

 

 

ร้าน Hottomoto มีข้าวกระเพราะหมูสับด้วยนะครับ เป็นอาหารไทยที่คนญี่ปุ่นชอบมาก

 


 

แถวๆนี้จะเริ่มคึกคักเพราะใกล้กับห้าง Canal City ด้วยครับ

 

 

ถึงแล้วครับ เข้าซอยทางขวามือนี้เลย

 

 

เลี้ยวเข้าไปก็จะเห็นประตูสีเหลืองดูเป็นย่านการค้ามากๆครับ

 




 

ภายในเป็นถนนเส้นตรงยาว ขายของหลากหลายชนิดทั้งเสื้อผ้า อาหาร ของฝาก ขนม เครื่องสำอาง และอื่นๆ
ด้านบนมีหลังคาให้ช็อปกันได้ไม่ต้องกลัวแดดกลัวฝน

 



 

บรรยากาศเป็นแบบ local เล็กๆ ย้อนยุคหน่อยๆ ด้วยความเก่าแก่และไม่พลุกพล่านทำให้เดินกันได้ยาวๆเลยครับ

 



 

หลังจากเดินออกมาจนสุดถนน nakasu kawabata ที่ฝั่งตรงข้ามเราก็จะเจอกับห้าง eenie meeny miny mo และห้าง hakata riverain
ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์อันปังแมน (Anpanman museum) ด้วย ถ้าใครมีเวลาว่างๆก็ลองแวะไปชมกันได้
แต่น่าเสียดายที่เรามีเวลาไม่พอเลยอดไปตามระเบียบ T___T

 



 

เราเดินเลี้ยวกลับทางเดิมเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายต่อไป คือห้าง canal city แต่คราวนี้เราเลือกออกมาเดินเลียบคลองเพื่อชมวิวแทน

 



 

ริมคลองของเค้าสวยมากกก สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ มีถนนสำหรับคนเดินยาวเลียบคลอง

 



 

หรือถ้าใครอยากลงไปเดินข้างล่างเลยก็มีบันไดลงไปอีก แถมมีต้นไม้ปลูกไว้ตลอดทาง

 


 

จากใจคนที่บ้านอยู่ริมคลองแสนแสบอย่างพวกเราบอกได้เลยว่าอิจฉามากๆครับ ลมเย็นสบาย อากาศดีมากๆ

 


 

เดินมาอีกหน่อยเราก็เจอกับร้านขายขนมดังโงะกับชา มีที่ให้ชั่งชิลๆดื่มชาชมวิวด้วย
แถมยังมี เกี้ยว สำหรับงาน Hakata Gion Yamakasa ด้วย สงสัยอันนี้จะเป็นของชุมชนนี้

 

 

เดินมาอีกหน่อนก็เริ่มเห็น Canal City แล้วว

 



 

คนที่นี่ก็ใช้จักรยานเยอะเหมือนกัน มีตั้งแต่เสือหมอบสวยๆ ไปจนถึงจักรยานแม่บ้าน ที่ก็สวยไม่แพ้กัน
ทำไมน้อที่เมืองไทยไม่มีจักรยานเรียบๆสวยๆกับเค้าบ้าง ชอบจะใส่ลายอะไรไปให้มันรกๆ ฮ่าๆๆ

 


 

เดินมาสักพักก็ถึงแล้วครับ ห้าง canal city ใหญ่โตมาก ถ้าใครคิดอยากจะซื้ออะไรหรือเข้าร้านไหนเป็นพิเศษ
แนะนำให้หาข้อมูลมาตั้งแต่เนิ่นๆเลยครับ จะได้ไปถูก

 

 

เวลาเปิด-ปิด
10.00 – 21.00 (ร้านอาหารปิด 23.00)
ภายในมีทั้งหมด 6 โซนด้วยกัน คือ
SOUTH BUILDING (การ์ตูน ของที่ระลึก game center)
NORTH BUILDING (เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า muji onitsuka tiger)
CENTER WALK
EAST BUILDING (เสื้อผ้า H&M ZARA และ uniqlo)
GRAND BUILDING
BUSINESS CENTER BUILDING (ร้านเครื่องสำอางค์ Matsumoto kiyoshi)

 

ร้านแรกที่เราเข้าไปก็คือ MUJI ครับ

 

มี MUJI Cafe ด้วย ดูดีมากๆ

 

มูจิที่นี่ใหญ่โตกว่าที่เมืองไทยเยอะมาก ภายในตกแต่งเรียบสวยตามสไตล์ MUJI
มีสองชั้น ชั้นแรกเป็นเสื้อผ้าแล้วข้าวของเครื่องใช้ จะคล้ายๆกับที่มีที่ไทยครับ แต่เยอะกว่า และถูกกว่าพอสมควรเลย

 




 

จัด Display ไว้เรียบสวยทีเดียว

 




 

ชั้นของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน มีทั้งตู้ เตียง โคมไฟ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ฯลฯ มีกระทั่งจักรยาน เห็นแล้วก็อยากได้ไปซะหลายอย่างเลย

 








 

หลังจากติดกับดักอยู่ใน MUJI อยู่นาน เราก็จ่ายเงินเรียบร้อยเตรียมจะออก แต่ตรงแถวทางออกนั้น มีถุงและตัวปั๊มไว้ให้เราได้ปั๊มเก็บกลับไปด้วย

 


 

เราก็เลยเลือกจะปั๊มสิ่งที่เป็นความทรงจำดีๆที่เราประทับใจจากคิวชูลงไปบนถุงกระดาษครับ

 

 

ออกจาก MUJI เราก็เดินดูของช็อปปิ้งตามร้านต่างๆ

 

 

จนมาถึงชั้น 4 ที่นี่มีร้ายอาหารหลายร้านอยู่ด้วย แต่ละร้านก็ดูน่ากินทั้งนั้น

 


 

แล้วเราก็มาถึง โซนตู้เกมและตู้คีบตุ๊กตา TAITO STATION สาขา Canal City (ซึ่งมีอีก 2 สาขา อยู่ที่ TENJIN และห้าง Yodobashi Hakata)

 

 

ภายในก็กว้างกว่าร้านเกมที่เราเล่นที่ Kumamoto เยอะเลย

 


 

ตู้ที่นี่ก็จะมีตุ๊กตาและฟิกเกอร์ที่หลากหลายกว่าที่ Kumamoto พอสมควร

 



 

เราคีบได้ตุ๊กตา Brown มาหนึ่งตัว ในราคา 200 เยน ดีใจมากครับ ฮ่าๆ

 

 

และฟิกเกอร์ Onepiece อีกตัว ในราคา 100 เยน นี่ก็ฟลุ๊กอีกเช่นกัน

แล้วเราก็ออกมาเดินเล่นต่อ ผ่านไปเจอโรงหนังของที่นี่ด้วย

 


 

หลังจากแวะไปโฉบโซนของเล่นและกาชาปองที่แผนกของเล่นแล้ว เราก็กลับลงมาด้านล่าง ชั่น B1

 

 

เจอโดเรมอนและผองเพื่อนในโซน CENTER WALK ด้วย ตอนที่เราไปที่ญี่ปุ่นกำลังเป็นช่วงที่ โดเรมอน 3D (Stand by me) กำลังจะเข้าโรง
ทุกคนตื่นเต้นมากๆครับ ที่สถานี hakata เองก็มีโดเรมอนมาจัดแสดงอยู่ด้านหน้าด้วยเหมือนกัน

 

 

ร้าน The Hakata ขายของน่ารักๆและของฝากของเมือง

 




 

เราแวะซื้อขนมของฝากที่ร้านนี้ และได้ตุ๊กตาซูเนโอะตัวเล็กๆที่แถมจากลูกอมมาด้วย เราเพิ่งมาเปิดกล่องที่โรงแรม
เห็นแล้วก็เสียดายว่าน่าจะซื้อมาหลายๆตัว เพราะตัวอื่นก็น่ารักมากๆครับ

 

 

เสร็จแล้วก็เดินกันต่อผ่าน Moomin Cafe สักหน่อย เป็นร้านที่น่ารักทีเดียว แถมถ้าใครมาคนเดียว ก็มีบริการเอาตุ๊กตา Moomin มานั่งเป็นเพื่อนด้วย

 

 

เดินต่อมาถึงตึก South เราก็เจอกับ โซนหลอกเด็ก(อย่างพวกเรา)อีกแล้ว
เป็น ULTRAMAND WOLRD M78 SHOP

 


 

และ JUMP Shop ที่มีของที่ระลึกจากการ์ตูนขายอยู่หลายอย่างเลย

 




 

หลังจากช็อปปิ้งกันจนห้างปิดแถมได้ข้าวของกลับมาเต็มไม้เต็มมือแล้ว ท้องก็เริ่มหิว เราจึงพากันหอบข้าวของไปหาอะไรกิน Ramen Stadium

Ramen Stadium ตั้งอยู่ที่ SOUTH BUILDING ชั้น 5 ครับ
ปิด 5 ทุ่ม (last order 22.30)

 

 

ด้านในรวบรวมร้านราเม็งเจ้าอร่อยๆจากทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียว เดินไปดูร้านไหนก็น่ากินไปหมด เลือกไม่ถูกเลย

 




 

ถ้าทานร้านเดียวกันทุกคน สามารถนั่งในแต่ละร้านได้เลยแต่ถ้าอยากทานคนละแบบคนละร้านก็สามารถสั่งแล้วมานั่งด้านนอกที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางได้ครับ เค้าจะเอามาเสิร์ฟให้เอง มีเมนูอาหารแนะนำของแต่ละร้านไว้ที่โต๊ะข้างนอกด้วย

 


 

ร้านส่วนใหญ่ในนี้จะสั่งโดยการกดตู้ครับ วิธีการสั่งคือใส่เงินเข้าไป กดเลือกเมนูที่ต้องการ แล้วเอากระดาษที่ออกมาจากเครื่องไปยื่นให้พนักงาน

 


 

คิดว่าถ้าเป็นตอนที่คนเยอะๆคนวุ่นวายน่าดู แต่เราไปตอนค่อนข้างดึกแล้วก็เลยคนน้อยไม่ต้องรอคิว

 

 

ที่โต๊ะมีบริการน้ำเปล่าฟรี

มาแล้วครับราเม็งของเรา
ของน้องผมเป็นราเม็งจาก kagoshima ส่วนของผมเลือกเป็น hakata ราเม็ง

 


 

มีเกี๊ยวซ่าด้วย อร่อยทุกอย่างเลยย

 

 

อิ่มแปล้แล้ว ได้เวลากลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่สถานี hakata และไปเช็คอินเข้าที่พักกันสักที
ถึงแม้จะมีถุงอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมดแต่เราก็ยังบ้าพลังไม่เปลี่ยน เลือกเดินกลับ hakata กันด้วยแรงขาตัวเอง

 

บรรยากาศ JR hakata city ยามค่ำคืน

 

 

มี Doraemon เต็มเลยย

 

 

ไปเช็คอินกันดีกว่า เหนื่อยจนจะเดินต่อไม่ไหวแล้ววว

โรงแรมของเราคือ hotel sunline fukuoka hakata ekimae ครับ
อยู่ถัดจากสถานี JR hakata มาไม่ไกล ข้ามถนนแล้วเลี้ยวเข้าซอยก็ถึง

โรงแรมมีขนาดไม่ใหญ่มากและก็สะอาดและมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ถือว่าเป็นโรงแรมที่ใช้ได้เลยครับ

พักกันจนหายเมื่อยแล้วก็ออกมาตะลอนยามราตรีกันอีกหน่อย
โดยจุดมุ่งหมายคือการไปกดตู้กาชาปองที่ห้าง yodobashi แถว ๆสถานี hakata กัน

ระหว่างทาง แถวนี้ยังคึกครื้นกันอยู่เลยครับ

 


 

มีทั้งร้านอาหาร ร้านเกมส์ และร้านปาจิงโกะ

 


 

มาถึงแล้ว ห้าง yodobashi ห้างนี้จริงๆแล้วเป็นห้างอิเล็กทรอนิกส์ครับ อารมณ์เหมือนพวกห้างซูเปอร์มาเก็ตบ้านเราที่มีแต่อิเล็กทรอสิกส์
แต่เป้าหมายของเราอยู่ที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นของเล่นครับ ฮ่าๆๆ

กว้างใหญ่ไพศาลมากๆ มีของเจ๋งๆเต็มไปหมด กันดั้มที่นี่ถูกกว่าไทยมากๆ จริงๆไม่ได้คิดว่าจะซื้อเลย เพราะผมเอง
ห่างหายจากการซื้อของเล่น หรือ งานอดิเรกแบบนี้มานานตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว ยิ่งคีบได้ฟิกเกอร์มาด้วย
แล้วพอมาเห็นกันดั้มที่เยอะขนาดนี้ มันก็เหมือนปลุกวิญญาณวัยเด็กให้ตื่นขึ้นมา แล้วก็มันอดไม่ได้จริงๆครับ เลยได้สอยมาสองตัว แหะๆ

เดินต่อไปเรื่อยๆก็ถึงโซน Gashapon มีอยู่เยอะมากๆๆ คิดว่าน่าจะเป็นจุดที่เยอะที่สุดในแถบนี้แล้วนะครับ เพราะมันเยอะมาก 555

 


 

ตู้เรียงกันสูงลิ่ว ราคาก็มีตั้งแต่ 200 – 400 เยน เรียกได้ว่าไม่แพงเลยครับ ซื้อเป็นของฝากได้สบาย แต่ก็ต้องเลือกดีๆเพราะบางอย่างก็งานไม่เนี้ยบ อาจจะเสียดายตังค์กันได้ แต่ส่วนมากก็สวยและงานดีมากครับ

 



 

สองคนรวมๆกันได้ไข่ไปกินที่ไทย 20 กว่าลูก…
ตังค์หมดแล้ววว กลับโรงแรมดีกว่า ฮี่ๆ

พรุ่งนี้จะเป็นวันเที่ยวแบบเต็มวัน วันสุดท้ายในคิวชูของเราแล้ว
อย่าลืมติดตามชมตอนจบของ north kyushu diary ในตอนหน้ากันนะครับ ☺

 

 


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :