6 Day North Kyushu Diary – Day 6 : Dazaifu – Fukuoka (ตอนจบ)

posted in: JAPAN, KYUSHU, TRAVEL | 0


DAY 6 : Dazaifu – fukuoka

สำหรับวันสุดท้ายของพวกเราในคิวชู เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปเที่ยว Dazaifu กันครับ
เดินทางโดยการนั่ง subway จาก hakata ไปลงที่สถานี tenjin แล้วเดินเชื่อมไปที่สถานี nishitetsu fukuoka (tenjin)

โดยเราเลือกซื้อเป็น Dazaifu Sightseeing Ticket หรือตั๋วไป-กลับพร้อมขนม umegae mochi และ ชาเขียว
ของขึ้นชื่อของดาไซฟุ ในราคา 1000 yen ต่อคน

เนื่องจากเป็นตอนเช้าที่สถานีคนเยอะมากๆ พี่ๆซารารี่มังนั่งรถไฟเข้ามาทำงานในเมืองกันเต็มไปหมด

พอหลุดจากคนได้ก็มาขึ้นรถไฟกันเลย ขบวนนี้ครับที่เราจะขึ้นไป เขียนว่าปลายทาง Omuta

บรรยากาศภายในรถไฟ

นั่งไม่นานเราก็ต้องลงเพื่อต่อรถไฟที่สถานี Futsukaichi

นี่ครับรถไฟที่เราจะนั่งต่อไปยัง Dazaifu


จากนั้นก็นั่งต่อไปอีกประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้วครับ

ภายในรถไฟจาก Futsukaichi ที่นั่งจะเป็นเบาะ นั่งคู่กันคล้ายรถไฟของ JR ที่เรานั่ง สบายกว่าขบวนแรกครับ

มาถึงแล้ว



แต่ปรากฏว่า ฝนตกครับ . . . ไม่เป็นไรๆ ตกเบาๆ เดินเย็นๆสบายๆเนอะ

ความคิดเห็นที่ 2

ปูเสื่อรอชมค่ะ

เดือน พ.ย. จะตามรอยไปเที่ยวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3

บรรยากาศหน้าสถานีครับ



เติมพลังด้วยนมคนละกล่อง

พอออกมาจากสถานีเราก็ค่อยๆเดินไปตามทางเพื่อไปศาลเจ้า Dazaifu tenmangu ร้านค้ายังไม่ค่อยเปิดกันเลยครับ
สงสัยเราจะมาเช้าไปแถมฝนก็ตกด้วย


ตลอดทางก็มีร้านค้าและร้านของฝากน่ารักๆกับร้านขนมน่าอร่อยอยู่เป็นระยะ ก็เลยได้แวะกันบ้างพอหอมปากหอมคอ




Starbucks สาขา Dazaifu ที่ใครมาถึงก็ต้องมาแวะถ่ายรูปสักหน่อย

จริงๆ บรรยากาศตอนฝนตกนี่ก็สวยไปอีกแบบนะครับ


แต่ไม่ทันไร ฝนก็เริ่มหนักแล้วสิ

พอเดินสุดท้ายทางก็เจอทางเข้าศาลเจ้าพอดี



เจอแมวเหมียวที่หน้าศาลเจ้าด้วย กำลังหลบฝนอยู่เลยครับ

ภายในบริเวณศาลเจ้าร่มรื่นมาก ยิ่งฝนตกแล้วธรรมชาติยิ่งดูสดชื่นเป็นพิเศษเลย



สะพานสีแดงที่ไม่ว่าใครมาก็ต้องถ่าย


เดินต่อ ข้ามสะพานนี้ไป ก็จะมองเห็นศาลเจ้าแล้วครับ


มาถึงหน้าประตูแล้วว

ก่อนอื่นก็ต้องล้างมือและบ้วนปากกันก่อนครับ



หน้าประตูมีเจ้าตัวนี้อยู่ด้วย ไม่แน่ใจว่าใช่กิเลนหรือเปล่า


ผ่านประตูก็จะเจอกับโคมแดงครับ เอกลักษณ์คู่กับศาลเจ้าเลย


เข้ามาด้านใน ก็จะเป็นลานกว้างๆครับ มีบ่อน้ำและสะพานเล็กๆอยู่ด้วย



ด้านข้างก็จะเป็นร้านขายเครื่องราง และของที่ระลึกครับ แอบเห็นมิโกะอยู่ด้วย

เห็นคนญี่ปุ่นกำลังอ่านเซียมซีแบบพิเศษกันอยู่ครับ วิธีอ่านคือจะต้องเอากระดาษไปให้น้ำไหลผ่านจนเปียกซะก่อน
คำทำนายถึงจะค่อยๆปรากฏขึ้น ช่างเป็นเซียมซีน่าสนุกที่ผ่านการคิดมาแล้วจริงๆ



ถ้าได้เซียมซีไม่ดี คนก็จะเอามาผูกไว้ครับ ไม่เอากลับบ้านด้วย

ขนาดฝนตกก็ยังมีคนมาเที่ยว มีเด็กมาทัศนศึกษาด้วยครับ

ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเป็นเพื่ออนุสรณ์แด่ท่าน สุกาวาระ มิจิซาเนะ (Sugawara Michizane) กวีและนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงในยุคเฮอันซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นเทพนักปราชญ์หรือเทพแห่งการศึกษา ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า เทพ Tenjin นั่นเอง
นักเรียนและนักศึกษาจึงนิยมมาขอพรในด้านการเรียนและการสอบเข้าที่ศาลเจ้านี้กันมากๆ

โดยตามตำนานของศาลเจ้าเล่าว่า ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านมิจิซาเนะได้ถูกขุนนางตระกูลที่เป็นอริใส่ร้ายป้ายสีจนกระทั่งโดนถอดตำแหน่งและเนรเทศไปหัวเมืองห่างไกลบนเกาะคิวชู ด้วยความเจ็บแค้นและน้อยใจที่ถูกเนรเทศอย่างไม่เป็นธรรมทั้งๆที่ตนตั้งใจทำงานอย่างซื่อสัตย์และทุ่มเทมาตลอด ทำให้ท่านท้อแท้จนตรอมใจตายใน 2 ปีต่อมา

หลังจากที่ท่านเสียชีวิตลง ที่เกียวโตก็ได้เกิดเหตุอาเพศ ฝนฟ้าคะนองรุนแรง เกิดฟ้าผ่าลงในท้องพระโรงจนขุนนางอริผู้นั้นถึงแก่ชีวิต และยังเกิดภัยพิบัติใหญ่ๆทั้งน้ำท่วม ไฟไหม้ ภัยแล้ง และโรคระบาดติดต่อกัน จนกระทั่งเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากความแค้นของท่านมิจิซาเนะ ทางการจึงสั่งยกเลิกการเนรเทศพร้อมมอบยศเดิมคืนแก่ท่าน อาเพศจึงหยุดลงในที่สุด

นอกจากนั้นภายในศาลเจ้ายังมีรูปหล่อของวัวตัวนี้
โดยมีความเชื่อว่าหากใครได้ลูบเขาทั้งสองข้างของรูปหล่อนี้ จะทำให้ชาญฉลาดและมีปัญญา

ซึ่งตามตำนานเป็นวัวที่ลากรถบรรทุกโรงศพของท่านมิจิซาเนะไปทำพิธีศพ แต่เมื่อเจ้าวัวลากรถมาถึงพื้นที่หนึ่งก็หยุดเดิน ไม่ว่าจะเรียกและกระตุ้นยังไงก็ไม่ยอมไปไหน สุดท้ายศพของท่านจึงได้ถูกฝัง ณ ที่ๆวัวหยุดเดิน หรือที่ในปัจจุบันก็คือ ศาลเจ้า Dazaifu tenmangu แห่งนี้นี่เอง
(รวมถึงที่เกียวโตซึ่งเป็นบ้านเกิดและสถานที่รับราชการของท่าน ก็ยังมีการสร้างอีกศาลเจ้าเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านเช่นกันคือ Kitano tenmangu)


 

เสร็จจากศาลเจ้าแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปที่ Kyushu national museum กัน
โดยเมื่อเดินย้อนออกมาทางหน้าศาลเจ้าจะมีทางให้เลี้ยวงไปยังทางเชื่อมขึ้นเขาเพื่อไปชมตัวมิวเซียม



ถึงทางเชื่อมแล้วครับ มีป้ายบอกไว้ชัดเจน ไม่ผิดแน่นอน


ข้างในจะเป็นบันไดเลื่อนทอดยาวขึ้นไป


พอขึ้นมาถึงด้านบนสุด ก็จะเจอกับอุโมงทางเลื่อน ที่เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตื่นเต้นนน สวยดีครับ แค่ทางเดินไป Museum ยังใส่ใจทำขนาดนี้


สุดทางเลื่อนเราก็จะเจอกับประตูเชื่อมไปสู่ตัวอาคารของ Museum ครับ



Kyushu national museum เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาสมบัติชาติ แห่งที่ 4 ในประเทศญี่ปุ่น โดยอีก 3 แห่งอยู่ที่ โตเกียว เกียวโต และนารา


เวลาเปิด – ปิด
9.30 – 17.00 (เข้าก่อน 16.30)
ปิดวันจันทร์และวันหยุดช่วงปีใหม่

บรรยากาศภายในโถงชั้น 1



ตอนที่เราไปทางพิพิธภัณฑ์กำลังติดตั้งเกี้ยว kasari yamagasa เพื่อจัดแสดงด้วยครับ น่าเสียดายที่ไม่ทันได้เห็นตอนทำเสร็จ
แต่วิธีการทำงานของเค้าก็สุดยอดมากๆเลยครับ





พอเข้ามาถึงเราก็ไปซื้อตั๋วเข้าชมนิทรรศการหลักกันที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ ในราคา 430 เยน เราก็ได้พบกับซุ้มที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้เด็กๆและนักท่องเที่ยวได้มาระบายสีภาพและนำกลับไปเป็นที่ระลึก โดยถ้าเป็นเด็กๆเค้าจะให้เป็นกระดาษพิมพ์ลายสำหรับระบายสี ส่วนถ้าเป็นคนที่โตหน่อยอย่างเราก็จะให้เป็นโปสการ์ดลายเดียวกันมาแทน เราก็เลยแวะละเลงสีซะหน่อย

เสร็จแล้ว เราก็เอามาส่งกลับไทยถึงตังเองกันคนละใบ

หลังจากวาดภาพเสร็จเราก็แวะเข้าชม Ajippa square ห้องแสดงศิลปะวัฒนธรรมในแถบเอเชีย

ห้องนี้อยู่ตรงโถงชั้น 1 สามารถเข้าชมได้ฟรี ข้างในจัดแสดงให้เห็นศิลปะและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ
มีข้าวของต่างๆให้ลองจับลองทำ ไม่ว่าจะเป็นชุดเสื้อผ้าหรือเครื่องดนตรี เด็กๆชอบแน่ครับ


เสร็จจากห้องนี้เราก็จะขึ้นไปชมนิทรรศการหลักที่ชั้น 4 กันครับ แอบรู้สึกชอบกาารออกแบบอาคาร Museum นี้จัง


ด้านหน้าทางเข้าจะมี นิทรรศการเล็กๆอยู่ เป็นวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน


ภายใน Main Exhibition นั้นทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่สวยและทำดีมากๆครับ
แสงและการจัดวางทำให้ของแต่ละอย่างดูมีคุณค่า ควรแก่การอนุรักษ์จริงๆ บรรยากาศดีเดินเพลินเหมือนอยู่ในแกลลอรี่หรูๆมากกว่าพิพิธภัณฑ์

ภายในเป็นห้องโถงกว้างๆ มีนิทรรศการจัดแสดงในห้องโถงและห้องต่างๆที่แยกย่อยออกไปอีก 11 ห้องรอบๆ โดยแต่ละห้องก็จะมีเรื่องราวที่ต่างๆกันออกไป เช่น ดนตรีสมัยก่อน ข้าวของที่ขุดพบจากใต้น้ำ เส้นทางสายไหม การปกครอง เครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกส์ เป็นต้น

แต่ละห้องจะจัดของจริงในสมัยโบราญไว้ให้ชมในตู้กระจก พร้อมกับแบ่งของจริงบางส่วนหรือสร้างแบบเสมือนจริงมาให้ผู้ชมได้สัมผัสและหยิบจับดูใกล้ๆ ที่น่าชื่นชมก็คือของที่จัดไว้ให้นั้นอยู่ครบปลอดภัยไม่มีการบุบสลาย ทำให้ผู้ชมที่มาดูทีหลังอย่างเราๆยังมีเอาไว้ให้ชมกันอย่างทั่วถึง เห็นแล้วอยากให้คนไทยเอาอย่างจริงๆครับ

หลังจากชมพิพิธภัณฑ์กันจนเต็มอิ่มเราก็เดินกลับออกจาก Main Exhibition ตามทางเดิมแต่พี่ๆพนักงานตรงเค้าท์เตอร์ก็เรียกเอาไว้ซะก่อน
เล่นเอาตกใจว่าไปทำอะไรผิดเอาไว้รึเปล่า ฮ่าๆๆ

แต่ปรากฏว่า ทางพิพิธภัณฑ์เค้าแค่จะขอดูว่า เราได้ประทับตราปั๊มลงในเอกสารครบทั้ง 2 จุดรึเปล่า เพราะถ้าครบ ทางพิพิธภัณฑ์จะมีของที่ระลึกแจกให้ แน่นอนว่าจอมปั๊มอย่างเราก็ไม่พลาดครับ ใครไปก็อย่าลืมแวะไปประทับตรากันได้นะครับ หาไม่ยาก อยู่ในห้องต่างๆของ Main Exhibition นี่แหละ

พอทุกอย่างเสร็จสรรพ เราก็กลับลงมาที่ชั้น 1 และพบว่าด้านนอก… ฝนตก!!
หนักด้วย แย่เลย แถมพอดูเวลาก็พบว่าเราเองก็เพลิดเพลินอยู่ในพิพิธภัณฑ์เกินกว่าเวลาที่ตั้งใจไว้แล้วด้วย สุดท้ายเราก็เลยตัดสินใจตัดวัด Komyozenji ออกจากแผนอย่างน่าเสียดาย

จากการปรับแผนทำให้เราพอมีเวลาเหลือก่อนจะกลับไปขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้น เราก็เลยแวะชมร้านขายของฝากของทางพิพิธภัณฑ์
ซึ่งบอกได้เลยว่ามีของเจ๋งๆเยอะมาก น่าซื้อน่าสะสมไปซะหมด

โดยเฉพาะตู้ Gashapon ที่ตั้งอยู่หน้าร้าน เพราะบรรจุของที่ไปหากดจากที่อื่นไม่ได้แน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซ็ท leonardo da vinci
ชุดเกราะซามูไร โครงกระดูกไดโนเสาร์ และที่เราชอบมากๆคือวัตถุโบราญที่เราเพิ่งชมกันบนชั้น 4 นี่แหละ
ที่แปลงร่างมาเป็นตัวเล็กๆน่ารักน่าสะสม ทำเอาอยากได้ไปซะทุกแบบ งานก็สวยดีมากๆ พูดแล้วยังเสียดายอยากจะกดเพิ่มอีก
ถ้าใครมีโอกาสแวะมาชม อย่าลืมมากดกันได้นะครับ มันเจ๋งมาก!

หารูปจากอินเตอร์เน็ตมาให้ชมกันครับ



อันนี้เป็นอันที่เรากดมา

รู้สึกว่ามันเป็นวิธีที่ฉลาดมากๆ ที่จะทำให้เด็กๆ หรือวัยรุ่น สนใจในประวัติศาสตร์ สามารถเก็บสะสมได้ด้วย แถมยังได้ความรู้ด้วย

หลังหมดเนื้อหมดตัวกับ Museum Shop แล้ว ก็ได้เวลาเดินกลับมาขึ้นรถไฟกัน ตอนนั้นโชคดีที่ฝนซาลงบ้างแล้ว
เราจึงกางร่มเดินอ้อยอิ่งชมเมืองกันไปจนถึงสถานีได้




บรรยากาศดีมากๆครับ ถ้าไม่ติดว่าฝนตก คนจะชิลกว่านี้มากๆเลย

สิ่งที่สังเกตุได้จากการมาทริปนี้ก็คือ คนญี่ปุ่น ที่มีชุมชนอยู่ติดกับป่า กับภูเขา แต่เค้าก็สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้
โดยไม่ทำลายหรือเบียดเบียนมากเกินไป เราจึงเห็นป่าหรือภูเขาหลังหมู่บ้าน ที่ยังเขียวแผ่ร่มเงาดูสดชื่นใยทุดๆที่ที่เราไป


บ้านนี้สวยดีครับ เป็นแทบไม้ทั้งหลังเลย

ฝาท่อและกำแพง


เดินผ่านชุมชนมาไม่นาน เราก็กลับมาถึงสถานีครับ



เข้ามารอรถไฟกันดีกว่า



บรรยากาศในรถไฟขากลับครับ

 

เมื่อนั่งรถไฟกลับมาถึง Tenjin ก็ได้เวลามาเยี่ยมเยือนย่านช็อปปิ้งสุดอลังการกันต่อเลยครับ



ที่ Tenjin มีห้างเยอะมากกกก แต่เราเลือกเข้าแค่บางที่ครับ เพราะส่วนตัวทั้งสองคนค่อนข้างเฉยๆกับอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว
โดยเป้าหมายนั้นมีแค่

1.Taito Station (ร้านเกมส์)
2. Segami cosmetic world (เครื่องสำอางค์)
3. Big camera (ของเล่น/กันดั้ม)
4. Book off ที่ตึก north tenjin (ห้างของมือสองที่ยิ่งใหญ่อลังการ)

เริ่มแรกเราจะไปที่ Segami กันก่อน เพราะอยู่ใกล้ที่สุด และมีภารกิจต้องซื้อหลายๆอย่างไปฝากเพื่อนๆด้วย
โดยร้านนี้อยู่หลังห้าง Iwataya เดินเข้าซอยไปก็จะเจอร้านสีส้มๆครับ ของเยอะและลดเยอะ ราคาใช้ได้ สาวๆน่าจะชอบ



ข้างๆกันคือร้าน ICHIRAN RAMEN ราเมนข้อสอบ ชื่อดัง ที่มีต้นกำเหนิดมาจาก Hakata ครับ

หลังซื้อของเสร็จเราก็ค่อยๆเดินออกมาตามซอยเดิม ก่อนจะถูกร้านเกมส์ดักเอาไว้ (อีกแล้ว) ร้านนี้ไม่ใช่ร้านเป้าหมาย แต่ก็ใหญ่เหมือนกันครับ ชื่อ Round One ถึงจะไม่ใหญ่เท่าแต่ก็ถือว่าทดแทนกันพอได้ เราก็เลยถือว่าได้บรรลุเป้าหมายเรื่องร้านเกมส์แล้ว 555

หลังออกมาจากร้านเกมส์ เราก็มุ่งหน้าไป Big camera กัน ด้านในมีเสียงประกาศภาษาไทยด้วย…
กันดั้มใน fukuoka มีทั้งที่ canal city และ yodobashi ที่เราไปมาเมื่อวาน เทียบราคาแล้วที่นี่จะถูกที่สุด
แต่มีให้เลือกน้อยกว่า แนะนำให้มาที่นี่ก่อน แล้วตัวไหนไม่มีค่อยไปซื้อที่อื่นแทน

ระหว่างทางเดิน เราก็สังเกตป้านรถเมล์ของที่นี่ ป้ายรถเมล์ที่นี่จะมีที่นั่งอยู่ด้านใน แต่เสาและตัวป้ายอยู่ฝั่งติดถนน
มีการแบ่งครึ่งระกว่างป้ายโฆษณา และ ป้ายให้ข้อมูลสายรถเมล์ที่ผ่าน และเวลาที่รถจะมาถึงป้ายด้วย


เสร็จจาก Big camera เราก็เดินไปที่ตึก north tenjin ซึ่งต้องข้ามสี่แยกไปอีกด้านนึง
โดย Book off จะอยู่ที่ชั้น 6 -7



มีของมือสองมากมายก่ายกองในสภาพดีราคาไม่แพง ถ้ามีเงินและเวลาคงจมอยู่ที่นี่นานทีเดียว
สินค้าก็มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา หนังสือ ซีดี ฟิกเกอร์ ของเล่น โทรศัพท์มือถือ เกมส์ ฯลฯ
มีโซนเสื้อผ้าตัวละ 200 yen ด้วย (60 บาท)

หลังจากช็อปและชมกันจนขาลากและข้าวของหนักอึ้งพะรุงพะรัง
เราก็เดินกลับมาที่สถานี subway เพื่อขึ้นรถไฟกลับไปที่ hakata เอาของกลับไปเก็บ


 

เก็บของเสร็จแล้วเราก็กลับมาที่ JR Hakata City อีกครั้ง
ทางเดินจากที่พักของเรา ถ้าอ้อมมาเข้าด้านหลังของ JR Hakata City จะเจอกับกำแพงที่เขียนลายการ์ตูนน่ารักๆอยู่ด้วย



ด้านหน้าห้าง JR Hakata City มี Doraemon อยู่เต็มเลย ต้อนรับกับการมาถึงของ Doraemon 3D




เรากลับมาที่ JR Hakata City เพื่อมาชมเป้าหมายหลักในฐานะติ่ง JR Kyushu และ เอจิ มิโตะโอะกะ (ที่ถูกสถาปนาขึ้นหลังจากได้นั่งรถไฟคิวชู)
นั่นก็คือ สวนสาธารณะบนดาดฟ้า Tsubame no mori และร้าน Original shop ของเกี่ยวกับรถไฟของ เอจิ มิโตะโอะกะ นั่นเอง !

เอจิ มิโตะโอะกะ (eiji mitooka) เป็นนักออกแบบรถไฟชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งกอบกู้การรถไฟคิวชูที่เคยขาดทุนย่อยยับให้กลับมาทำกำไรได้อย่างงดงาม นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ออกแบบรถไฟแทบจะทุกขบวนในคิวชู (โดยเฉพาะรถไฟท่องเที่ยวแสนมหัศจรรย์ทั้ง 9 ขบวนและชินคันเซ็นแสนสงบ tsubame) รวมไปถึงแม้แต่อาคารสถานี ชุดของพนักงาน ชื่อของรถไฟแต่ละขบวน คอนเซ็ปและไอเดียน่ารักๆต่างๆ ล้วนมาจากเขาทั้งสิ้น



เมื่อถึง hakata เราก็เดินเรื่อยเปื่อยชมชั้นต่างๆพร้อมกับค่อยๆไต่ขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุดหรือเป้าหมายของเรานั่นเอง




บันไดเลื่อนที่นี่ ยังทำเป็นรูป ล้อของรถไฟด้วย

ขึ้นมาถึงเราก็เจอกับกำแพงลายสวยๆ ที่จะมีลายรูปใบไม้ ลายเดียวกับเสาในสถานี JR HAKATA
ก่อนที่ห้าง JR Hakata City แห่งนี้จะเปิด เค้าจะแจกกระดาษให้คนในเมืองได้วาดรูปใบไม้ส่งเข้ามา แล้วเอามาทำกระเบื้องเหล่านี้
พอห้างเปิด คนก็ต่างอยากเข้ามา เพื่อหาลาดที่ตัวเองได้วาดไว้ เป็นไอเดียที่น่ารักดีครับ



สวนสาธารณะลอยฟ้าไม่ได้ใหญ่โต หวือหวา หรือหรูหรา แต่สวย เรียบง่าย อยู่สบาย
และ สร้างความสุขให้กับผู้คนไม่ต่างจากรถไฟของเอจิ ผู้ออกแบบสวน

มันน่าทึ่งตั้งแต่มีคนคิดจะสร้างสวนสาธารณะเอาไว้บนนี้แถมในสวนยังมีรถไฟน้อยๆคอยวิ่งให้เด็กๆนั่งอีกด้วย


เอากับเขาสิ สร้างห้างครอบสถานีรถไฟ แล้วยังสร้างสวนสาธารณะครอบห้างเอาไว้อีกที แถมยังจับรถไฟมาวิ่งในสวนอีก ซับซ้อนอะไรอย่างนี้ ฮ่าๆๆ

แค่นั้นยังประทับใจไม่พอ วันที่เราไปนั้น ตรงทางเข้าสวนมีซุ้มแจกขวดเป่าฟองสบูให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มาเข้าชม
ไม่รู้ว่าเป็นโฆษณาของอะไรหรือว่าเป็นไอเดียของทาง JR เอง แต่มันเป็นวิธิการที่ฉลาดมาก

ได้สร้างความสนุกและความประทับใจให้กับผู้มาเยือนไม่พอ ยิ่งบรรยากาศของสวนเต็มไปด้วยฟองสบู่น่ารักๆและผู้คนที่เป่าฟองกันอย่างร่าเริง
ความสวยและสนุกของ Tsubame no mori ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

ลองคิดภาพตามนะครับ สวนสาธารณะบนยอดตึก มีต้นไม้ ศาลเจ้า ร้านค้า รถไฟเล็กๆ ลมเย็นๆ มองเห็นวิวสวยๆรอบเมือง



และฟองสบู่มากมายที่ลอยอยู่ในอากาศพร้อมเสียงหัวเราะของเด็กๆ อะไรมันจะแสนสุขขนาดนั้น


ดื่มด่ำกันจนเต็มที่แล้ว เราก็ลงจากจุดชมวิวของสวนมายังร้านเป้าหมายของเรา หรือร้าน Original Shop ของ เอจิ มิโตะโอะกะ
ร้านค้าบนนี้ จะจัดให้เป็นเหมือนร้านในงานวัด หรือร้านแบบโบราณครับ มีเกมเล็กๆน้อยๆให้เล่น สวยน่ารักดี




ที่ถึงแม้จะเป็นแค่ซุ้มเล็กๆหนึ่งในร้านค้าในสวน แต่ก็รวบรวมของเกี่ยวกับ JR kyushu เอาไว้มากพอที่เราจะหมดตัวได้
แต่โชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ เงินที่ติดตัวอยู่ดันน้อยจนซื้อไม่ได้เท่าที่ใจอยาก ครั้นจะไปเอาเงินที่โรงแรมแล้วกลับมาอีก
ทีร้านที่ตั้งอยู่กลางแจ้งอย่างนี้ก็คงจะปิดไปแล้วแน่ๆ ก็เลยได้ซื้อกันมาพอหอมปากหอมคอเท่านั้น

ก่อนจะไป เราก็แวะสักการะศาลเจ้าเล็กๆที่มุมหนึ่งของสวน แล้วหายใจเก็บเอาอากาศสุดท้ายของคิวชูหลังฝนให้เต็มปอดแทนการร่ำลา
ยิ่งหันมองบรรยากาศรอบๆตัวก็ยิ่งคิดว่าโชคดีจริงๆที่ได้มาที่นี่ เพราะมันช่างเป็นบทสรุปการนั่งรถไฟเที่ยวในครั้งนี้ได้ดีจริงๆ



รถไฟลากของเด็ก 7 คน บนเกาะคิวชู เด็ก 7 คนนั้น ก็เป็นตัวแทนของจังหวัดทั้ง 7 ในคิวชูนั่นเอง

โหมดประทับใจจบไป เราก็ลงมาทานอาหารเย็นมื้อสุดท้ายใน fukuoka กัน
โดยมื้อนี้เราจะฝากท้องไว้กับร้าน Norubon ที่แถวๆ JR hakata นี่แหละครับ
ร้านนี้เป็นบุฟเฟ่เนื้อย่าง ตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดินโรงแรม Centraza เดินออกมาจากสถานีนิดเดียวก็เจอครับ

ที่เราทานเป็นเนื้อญี่ปุ่นธรรมดา (2400 yen) ถูกที่สุด แต่มันอร่อย ฟิน และดีงามมาก!! น้ำจิ้มก็อร่อยเข้ากับเนื้อนุ่มๆมากครับ
ยิ่งกินพร้อมกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆนะ อร่อยลืมโลกไปเลย ขนาดของเราเป็นแบบถูกสุดนะเนี่ย

ในชุดมีเนื้อ แฮมเสต็ก หมู ไก่ ข้าว ซุปสาหร่าย ซุปมิโซะ และของหวาน (เค้ก เยลลี่ ซอฟครีม พร้อมท็อปปิ้ง)
ง่ายๆแค่นี้เลย ไม่ต้องมีอะไรมาก แต่อร่อยจริงๆ

รู้สึกตัวอีกที กว่าจะทานเสร็จ ฟ้าก็มืดไปแล้วครับ ตามแผนเดิมเราจะต้องไป fukuoka tower กันต่อ แต่ดูจากสภาพร่างกายและเวลาแล้ว
เราชักไม่อยากจะฝืนตัวเองขนาดนั้น เอาแค่พอดีๆน่าจะดีกว่า เราจึงตัดสินใจยุติทริปแต่เพียงเท่านี้
โดยเดินกลับมาที่ JR hakata เข้าไปเดินห้างละลายเงินเยนแบบไม่เร่งรีบ แล้วออกมาเดินเล่นซึมซับบรรยากาศยามค่ำคืนแถวๆนั้น






หลังจากใช้จ่ายจนสิ้นเนื้อประดาตัวก็กลับไปพักผ่อนเตรียมตัวตื่นเช้าเพื่อบินกลับโลกแห่งความจริงกัน

สุดท้ายแล้ว ถึงทริป North kyushu ของเราจะมีปัญหาเยอะแยะ ผิดแผนหลายอย่าง และมีหลายสิ่งที่ทำให้วุ่นวายใจ
แต่มันก็เป็นการเที่ยวที่คุ้มค่าและมอบประสบการณ์ดีๆให้กับเรามากมายอย่างที่ถ้าหากไม่ได้ออกมาเที่ยวเองสักครั้งก็คงไม่มีวันได้รับรู้
จนเราอดไม่ได้ที่จะใจหายเมื่อจะต้องจากไป ถึงแม้ทุกงานเลี้ยงจะต้องมีวันเลิกลาแต่ถ้าเรายังไม่ลืมความสุขในวันนี้ไป
เราก็ยังจัดมันขึ้นมาใหม่ได้เสมอในวันที่เราพร้อม เพราะเราได้สัญญากับตัวเองและคิวชูเอาไว้แล้วว่า

“เราจะกลับมานั่งรถไฟด้วยกันอีก” ☺

 


 

แถมท้ายกันอีกหน่อย ด้วยรูป บรรดาของที่เราขนกลับมา :)

เริ่มกันด้วยเหล่าขนมทั้งหลายยย




ของนู่นนี่จากเจ้า Kumamon



เซ็ต Doraemon กันบ้าง


พวงกุญแจสวยๆจากปราสาทคุมาโมโตะ

ข้าวของอื่นๆ Muji เครื่องสำอาง และรองเท้าครับ

สุดท้าย กับของที่เราชอบมากที่สุด คือบรรดาของที่ระลึกของ JR Kyushu และ เอจิ มิโตะโอกะ

โปสการ์ดที่เราซื้อมาจากร้านที่ ดาดฟ้า Tsubame no mori

โปสการ์ดที่เราได้มาจากรถไฟท้องเที่ยวสุดสวย

เข็ม Train Pin สวยๆ

Sonic กับ Kamome

Relay Tsubame

Shinkansen Tsubame และ Sakura

สายห้อยโทรศัพท์ รูปรถไฟ น่ารักมาก

เข็มเจ้า Kuro จาก Asoboy

เข็มจาก Yufuin no mori

หนังสือ Riding in style in the train of kyushu
ข้างในจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟในคิวชูครับ ทั้งการออกแบบ ตกแต่ง และที่ท่องเที่ยวที่รถไฟวิ่งผ่าน ภาพสวย และคุ้มค่าที่ได้ซื้อมากๆ

อย่างสุดท้าย
หนังสือ Tsubame 800 Design Book 2 ครับ
เป็นหนังสือรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการออกแบบ Shinkansen Tsubame 800 ของ เอจิ มิโตะโอกะ
ข้างในมีทั้งข้อมูลตั้งแต่การ sketch การวาดภาพประกอบเพื่อพรีเซนต์ และรายละเอียดหลายๆอย่า
บอกเลยว่าผมกับน้อง พอได้อ่านแล้ว ยิ่งประทับใจมากๆครับ

ภายในเล่ม

หน้าพิเศษ สวยมากๆ

หมดแล้วครับ จบลงไปแล้วสำหรับทริปนี้ มีทั้งเรื่องดีและร้ายผสมกันไป
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ติดตามกันมานะครับ หวังว่ารีวิวจะมีประโยชน์สัหรับเพื่อนๆที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวคิวชู
หรือเพื่อนๆที่ยังไม่รู้ว่าภูมิภาคนี้มีอะไรให้เที่ยวหรือเปล่านะ แล้วถ้ามีโอกาสไปเที่ยวไหนอีก ขอฝากตัวด้วยนะครับ

:)


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :