2 Days in Nagoya : สองวันกับนาโกย่าเมืองธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

posted in: CHUBU, JAPAN, TRAVEL | 0
2 Days in Nagoya : สองวันกับนาโกย่าเมืองธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

 

Nagoya

รู้จักเมืองนาโกย่ากันมั้ยครับ “นาโกย่า” หรือที่คนญี่ปุ่นอ่านออกเสียงว่า “นะโงะยะ” นี่แหละ

แน่นอนว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ และ อีกหลายๆคนอาจจะเคยไปเยือนมาแล้ว หรือ หลายๆคนอาจจะแค่ใช้เป็นทางผ่านไปยังเมืองอื่นๆ

นาโกย่าเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในภูมิภาค “ชูบุ” ซึ่งเปรียบเสมือนภาคกลางของญี่ปุ่น ล้อมรอบด้วยพื้นที่เกษตรกรรม และเขตอุตสาหกรรม

ทั้งรถยนต์ เครื่องจักร ไปยนถึงยานอวกาศกันเลยทีเดียว! แต่ด้วยเหตุนี้นี่แหละ ทำให้ใครๆก็ขนาดนามนาโกย่าว่าเป็น “เมืองทางผ่าน”

ก่อนจะไปญี่ปุ่นรอบนี้ เราถามใครๆ ก็มีแต่คนบอกว่า ไม่ต้องแวะหรอกนาโกย่า, ไม่มีอะไรเลย, เอาเวลาไปที่อื่นดีกว่า

เราเชื่อว่าในทุกๆเมืองย่อมมีสเน่ห์ของตัวเอง ด้วยเวลาที่เรามีที่นาโกย่าสองวัน ตามไปดูกันดีกว่าว่าสองวันในนาโกย่าของเราจะเป็นยังไง!

 

 

 

Day 1

เรามาถึงสนามบิน Chubu Centrair International Airport ตอนประมาณ หกโมงเช้า หลังจากผ่านตม. รับกระเป๋าเรียบร้อย

ก็เดินออกมาขึ้นรถไฟเพื่อเข้าเมือง การเดินทางเข้าเมืองนาโกย่าจากสนามบินจะมีสองวิธีคือรถบัสกับรถไฟ

เราเลือกรถไฟ ซึ่งรถไฟที่วิ่งระหว่างสนามบินกับเมืองนาโกย่านี้จะเป็นของบริษัท Meitetsu เจ้าเดียวเท่านั้น

 

 

ว่าแล้วก็ไปซื้อตั๋วรถไฟกันเลย ราคาตั๋วรถไฟจาดสนามบินเข้าเมือง จะอยู่ที่ 870 yen

ซื้อตั๋วเสร็จก็เดินมารอที่ชานชาลา ช่วงที่พวกเราไปเป็นช่วงปลายใบไม้ร่วง ต้นๆฤดูหนาว อุณหภูมข้างนอกประมาณ 7-8 องศา

คนส่วนใหญ่ก็จะรอรถไฟกันอยู่ภายในห้องพักที่จะมีฮีทเตอร์อุ่นๆไว้ให้เราหลบความหนาว

 

 

รอไม่นานรถไฟก็มา ใช้เวลาเดินทางบทรถไฟประมาณ 50 นาที เราก็มาถึงที่สถานี Meitetsu Nagoya กันแล้ว

 

 

เราพักที่โรงแรม Hotel Trusty Nagoya อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟไต้ดิน Fushimi แอบบอกว่าเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในทริปนี้ที่เราไปกันเลย

โรงแรมสวย ใกล้สถานีรถไฟ ห้องไม่เล็ก พนักงานช่วยเหลือดีมากและราคาไม่แพง

 

 

เริ่มต้นการเดินทางด้วยบัตร Nagoya City Subway 1-Day Ticket ราคา 740 yen ที่เราจะใช้ได้ไม่จำกัดตลอดวันนี้

สามารถซื้อได้ที่ตู้ขายตั๋วของรถไฟไต้ดินได้เลย นอกจากบัตรนี้ยังมี Pass อื่นๆอีกด้วย ดูรายละเอียดได้ในลิงค์นี้นะฮะ

http://www.nagoya-info.jp/th/access/getting_around_nagoya/discount_tickets_passes/1-day_tickets.html

 

 

ทางเดินจากสถานี Fushimi หรือ Fushimi Underground Mall ที่ดูเก่าและแอบน่ากลัวเล็กน้อย

แต่ก็มีร้านค้า ร้านอาหาร หรือร้านเหล้า ทางเดินก็มี Trick Arts รูปบันไดอยู่ตลอดทาง

หลังจากฝากกระเป๋าที่โรงแรมเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางไปยังเป้าหมายแรกของเรา

 

Nagoya Castle ปราสาทนาโกย่า

 

จากสถานี Fushimi เรานั่งรถไฟไต้ดินไปลงที่สถานี Shiyakusho เดินต่ออีกนิดนึงก็ถึงปราสาทแล้ว

เช้าๆแบบนี้คนน้อยมาก ระหว่างทางเดินเราก็จะเก็นแนวต้นไม้สวยๆ มีฝนพรำนิดๆ บวกกับลมหนาวๆ เดินไปสั่นไปเลยล่ะ ฮ่าๆๆ

 

 

มาถึงด้านหน้า ก็ซื้อตั๋วเข้าไปชมกันเลย ที่ปราสาทนาโกย่านี้จะไม่เหมือนปราสาทโอซาก้า ที่ต้องซื้อตั๋วเฉพาะขึ้นชมปราสาท

แต่ที่นี่ตะต้องซื้อตั๋วตั้งแต่ทางเข้าเลย ราคาคนละ 500 yen เท่านั้น ตั๋วก็จะรวมการเข้าไปชมบริเวณรอบๆ, ชมพิพิธภัณฑ์ในตัวปราสาท,

ชมวิวบทยอดของปราสาท และสุดท้ายคือ เข้าชม Hommaru Palace

 

 

ภายในสวนของปราสาทก็จัดไว้เป็นสวนแบบญี่ปุ่น เดินเล่นถ่ายรูปกันได้ชิลๆ

 

 

ใบไม้แดงเพิ่งจะร่วงหมดไปหมาดๆ

 

ฝาท่อลายปราสาทและสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองนาโกย่า

 

 

จากตรงนี้เราก็จะมองเห็นปราสาทนาโกย่ากันแล้ว ปราสาทนาโกย่าสร้างขึ้นโดยโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ

มีรูปสลักปลาหัวเสือทองคำที่มีชื่อเสียงที่จะประดับไว้บนยอดของปราสาท ที่เรียกว่า “คินชะจิ”

 

 

เดินเข้ามาเรื่อยๆ เราก็จะมาถึงส่วนของ Hommaru Palace กันก่อน Hommaru Palace เป็นอาคารที่พักของผู้ครองปราสาท

และยังเป็นที่เอาไว้รับแขกอีกด้วย (ตัวปราสาทเองใช้เป็นเหมือนป้อมปราการ และหอสังเกตุการณ์ มากกว่าที่จะใช้พักอาศัย)

 

 

Hommaru Palace ได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่จากที่ถูกไฟไหม้ พร้อมกับตัวปราสาทนาโกย่า จากการทิ้งระเบิดของกองทัพสหรัฐ ในสมัยสงครามโลก

โดยได้สร้างด้วยวิธีแบบดั้งเดิม เป็นอาคารไม้ทั้งหลัง ประดับด้วยภาพเขียนและการตกแต่งด้วยทอง มีการใช้ไม่ระแนงแบบละเอียดในส่วนต่างๆ

ถือเป็นสเน่ห์ของอาคารญี่ปุ่นในสมัยก่อนเลยก็ว่าได้

 

 

ออกจาก Hommaru Palace เราก็เดินมาถึงลานหน้าปราสาทนาโกย่ากันแล้ววว

 

 

แวะเติมพลักกันหน่อยกับดังโงะและไส้กรออกย่าง ได้กินของร้อนๆตอนหนาวๆแบบนี้มันดีจริงๆ

 

 

กินเสร็จก็เข้าไปชมด้านในปราสาทกันดีกว่า

 

 

คินชะจิ หรือ ปลาหัวเสือทองคำ อันนี้เป็นอันจำลองให้เราได้เห็นรายละเอียดชัดๆ ของจริงน่าจะอยู่บนยอดปราสาท

 

 

ภายในปราสาทนาโกย่า ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ จะเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเมืองนาโกย่าในอดีต

และการก่อสร้างปราสาทแบบดั้งเดิม เดินไล่ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงชั้นบนสุด เราก็จะเจอกับจุดชมวิว

หรือถ้าใครไม่อยากเดิน เค้าก็มีลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้นเกือบบนสุดด้วยนะ

 

 

เมืองนาโกย่าในอดีต

 

 

จำลองบ้านพักของชาวบ้านและซามูไรในสมัยก่อน

 

 

ดาบญี่ปุ่นของซามูไร หรือที่เรียกว่า Katana ก็มีของจริงจัดแสดงอยู่ด้วย

 

 

โมเดลโครงสร้างไม้ของปราสาทนาโกย่าดั้งเดิม

 

 

เกี้ยวสำหรับขุนนางในสมัยก่อน

 

 

คินชะจิ แบบน่ารักๆ ให้เด็กๆมาปีป่ายเล่นถ่ายรูปได้ ญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ

 

 

ขึ้นมาถึงบนสุดเราก็จะเห็นวิวของเมืองนาโกย่า ถึงที่นี่จะไม่สูงเท่าปราสาทอื่นๆ แต่ก็สูงพอจะเห็นเมืองไปได้ไกลเลยล่ะ

 

 

ถึงเวลาต้องบอกลาปราสาทนาโกย่ากันแล้ว ท้องมันเรียกร้อง เพราะเป้าหมายต่อไปของเรา เป็นของขึ้นชื่อของนาโกย่า

 

 

ข้าวหน้าปลาไหลของร้าน Atsuta Unagi Horaiken

ต้นตำรับข้าวหน้าปลาไหลสไตล์นาโกย่า หรือที่เรียกว่า Hitsumabushi นั่นเองงง

ข้าวหน้าปลาไหลของร้าน Horaiken มีหลายสาขา สาขาแรกอยู่ที่ใกล้กับศาลเจ้า Atsuta ที่เป็นชื่อเดียวกับชื่อร้านนั่นเอง

แต่ที่เราจะมากินในวันนี้คือสาขาที่มาง่ายที่สุด เพราะอยู่ในห้าง Matsuzakaya ชั้น 10 South Building

นั่งรถไฟไต้ดินมาลงสถานี Yabacho แล้วเดินเข้าห้างมาได้เลย!

 

 

ขึ้นมาถึงหน้าร้านก็มีคิวให้เรานั่งรอ แต่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ได้เข้ามาในร้านแล้ว ถือว่าไม่นานเลยเมื่อเทียบกับเวลาเกือบๆเที่ยงที่เรามากิน

ภายในร้านกว้างขวางกว้าที่คิดไว้มากๆ เราเลือกนั่งแบบนั่งพื้น ข้างๆที่นั่งก็ตกแต่งเหมือนเราไม่ได้อยู่บนห้างเลย

 

 

เมนูที่เราสั่ง แน่นอนว่าต้องเป็นข้าวหน้าปลาไหล ฮ่าๆๆ นั่งรอไม่นานข้าวหน้าปลาไหลก็มาเสริฟแล้ว หอมน่ากินมากกกกก

 

 

วิธีกินข้าวหน้าปลาไหลสไตล์นาโกย่า เราต้องแบ่งข้าวออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนแรกกินได้เลยแบบปกติ รสชาติอร่อยๆของปลาไหล กลิ่นไหม้เล็กๆที่หอมเข้ากับข้าวที่หุงมากำลังดี

 

 

ส่วนที่สอง โรงเครื่องเคียง สาหร่าย ต้นหอม และ วาซาบิ

 

 

แบบที่สาม จะคล้ายๆกับแบบที่สอง คือใส่เครื่องเคียงทั้งสามอย่าง แต่พิเศษกว่าตรงที่ เราจะใส่น้ำซุปลงไปในข้าวด้วย

ให้รสชาติที่อ่อนกว่าทั้งสองแบบแรก แต่ก็อร่อยกลมกล่อมไม่แพ้กันเลย

 

 

และแบบสุดท้าย คือให้เราเลือกว่าชอบแบบไหนมากที่สุดในสามแบบแรก แล้วทานแบบนั้นอีกครั้งนึง

เราเลือกเป็นแบบธรรมดา ก็ยังอรน่อยเหมือนเดิม มื้อนี้ ทั้งอิ่มและอร่อยมากๆ สมกับเป็นข้ามหน้าปลาไหลเจ้าดังของนาโกย่า

 

 

กินกันอิ่มแล้ว ต่อไปก็ต้องช็อปปิ้ง ฮ่าๆๆ คราวนี้เราจะพาไปเดินเล่นที่ถนนย่านการค้าที่เต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้ามือสองหลากหลายสไตล์กับ

Osu Kannon Arcade Street

จากห้าง Matsuzakaya เราต่อรถไปไต้ดินมาที่สถานี Kamimaezu เดินออกมานิดหน่อยเราก็จะมาเจอกับถนน Osu Kannon Arcade Street แล้ว

 

 

ชอบทางม้าลายญี่ปุ่นตรงที่เค้าให้ความสำคัญกับคนเดินมากพอๆกับรถยนต์

ทั้งมีเวลาเผื่อให้ข้าม ทั้งแยกใหญ่ๆ ก็ปล่อยให้ข้ามทุกด้านพร้อมๆกัน

 

 

ถนน Osu Kannon จริงๆก็ดูคล้ายๆกับย่านการค้าอื่นๆในญี่ปุ่น ที่จะมีทั้งเสื้อผ้า อาหาร ร้านปาจิงโกะ ไปจนถึงร้านเครนเกม

 

 

แต่ความพิเศษของย่านนี้ก็คือ บรรดาร้านมือสองหลากหลายสไตล์ ที่พากันเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

มีทั้งที่ราคาถูกๆ ไปจนถึงร้านแบรนเนมมือสองก็มีอยู่ด้วย เรียกได้ว่าใครที่หลงสเน่ห์ของเสื้อผ้ามือสอง ต้องชอบย่านนี้แน่ๆ

 

 

 

ร้านน่ารักๆเต็มไปหมด

 

 

แต่แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ร้านเสื้อผ้ามือสอง ร้านเสื้อผ้าโลคอลแบรนด์ หรือ Zakka Shop ต่างๆก็มีหลายร้านเลยทีเดียว

 

 

Komehyo ร้านของมือสองขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขา ในนี้จะมีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า ของแบรนด์เนม เครื่องประดับ และของอื่นๆอีกหลายอย่าง

 

 

เดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้กันจนเพลิน รู้ตัวอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว เราก็ต้องไปยังเป้าหมายต่อไปของเรานั่นก็คือ ย่าน Sakae

 

 

ที่ย่าน Sakae ก็จะเหมือนกับย่านวันรุ่นของเมืองใหญ่อื่นๆ เต็มไปด้วยร้านค้าอย่าง Uniqlo, H&M, ABCMart, Loft, Muji และอื่นๆอีกมากมาย

เราก็เดินเล่นช็อปปิ้งกันจนเหนื่อย แต่นอกจากช็อปปิ้งแล้ว ย่าน Sakae ยังมีแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองนาโกย่าตั้งอยู่ด้วย

นั่นก็คือ Nagoya TV Tower ที่มีจุดชมสวยๆอยู่ที่ห้าง OASIS 21

 

 

บนดาดฟ้ามีสระน้ำตื้นๆพร้อมจุดชมวิวอยู่ด้วย ตอนเราไปอากาศหนาวจนทำให้น้ำฝนที่เกาะอยู่บนพื้นกลายเป็นน้ำแข็งเลยล่ะ หนาวมากๆ

สระน้ำบนดาดฟ้านี้ ถ้าโดนแสงอาทิตย์ จะเหมือนกับห้างข้างล่างอยู่ไต้น้ำเลย เป็นไอเดียที่เจ๋งดีๆ

 

หลังจากทนความหนาวไม่ไหว เราก็ขอย้ายจาก OASIS 21 ไปหาอะไรกินกันดีกว่า กับมื้อเย็นที่เป็นของอร่อยที่มีสาขาไปทั่วญี่ปุ่น

และมีสาขาในไทยด้วย แต่ต้นกำเนิดมาจากเมืองนาโกย่า นั่นก็คืออออ

 

ไก่ทอด Sekai no Yamachan

ไก่ทอดหนังกรอบๆ ไม่มีแป้งหนาๆ ที่สามารถกินได้หมดในคำเดียว กินกับเบียร์เย็นๆ แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว

 

 

เข้ามาก็เตรียมพร้อม ที่ตะเกียบจะมีวิธีกินอยู่ ที่สามารถกินเนื้อจากปีกไก่ได้ในคำเดียว เจ๋งมาก เคยเอาไปลองใช้กับไก่ที่ไทยด้วย ฮ่าๆๆ

 

 

เบียร์มาก่อนเลย เย็นชื่นจายยยยย

 

 

Tako Wasabi ปลาหมึกกับวาซาบิสด รสชาติหวานนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ กินกับเบียร์คือดี

 

มาแล้วพระเอกของเรา ปีกไก่ทอดแสนอร่อยของ Yamachan ถึงรสชาติจะไม่ต่างจากที่โตเกียวหรือที่เมืองไทย

แต่กินที่นาโกย่าก็ได้บรรยากาศมากกว่านะเอ้อ

 

ตามด้วยข้าวแกงกะหรี่ และผักโขมผัดไข่ ก็อิ่มหนำสำราญ พร้อมกลับไปนอนได้ ฮ่าๆๆ

ชาร์จพลังเตรียมสำหรับวันพรุ่งนี้

 


Day 2

วันที่สองของเมืองนาโกย่า วันนี้เราจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกันนนน

Port of Nagoya Public Aquarium

ตอนแรกเราคิดอยู่นานมากเลยว่า จะมาที่นี่ดีมั้ย เพราะเคยไปที่ Kaiyukan ที่โอซาก้ามาแล้ว ใจนึงก็คิดว่า มันก็คงคล้ายๆกันแหละมั้ง

แล้วก็เหลือบไปเจอกับรูปของโชว์ปลาวาฬเพชรฆาตเข้า โหวววววว นี่คือนอกจากจะได้ดูปลาวาฬเพชรฆาตผ่านตู้กระจกแล้ว ยังได้ดูโชว์ด้วย!

ไปๆๆ ไม่ต้องคิดเลย ฮ่าๆๆ

 

การเดินทาง Port of Nagoya Public Aquarium ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟ Nagoyako สุดสายของรถไฟไต้ดินสาย Meiko Line

ถึงสถานีก็รู้เลยว่าใช่แน่ๆ ฮ่าๆๆ

 

 

เมื่อออกมานอกสถานีก็จะพบกับความชิลลล เราชอบเมืองนาโกย่าแถวๆนี้มาก ให้อารมณ์คล้ายๆโกเบ

ตึกไม่สูง ฟ้าสีฟ้า และ ให้บรรยากาศที่ชิลล์อย่างบอกไม่ถูก

 

เดินมานิดนึงก็เจอกับ information และป้ายทางเข้า Aquarium ก็เดินตามป้ายเข้าไปเลยยย

 

 

วิวตรงอ่าวนี่มันสวยจริงๆนะ ทั้งเรือ ทั้งตัว Aquarium เอง รวมกับอากาศดีๆ เป็นวันที่ชิลอะไรอย่างงี้

 

 

นอกจากเราแล้ว เช้าๆแบบนี้ ก็ยังมีทั้งเด็กๆตัวน้อยๆมากับคุณพ่อคุณแม่ หรือหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่มาเดทกัน

 

 

เจ้าออร์ก้า ปลาวาฬเพชรฆาต ออกมาต้อนรับเราตั้งแต่ข้างหน้าเลย นอกจากออร์ก้าแล้ว รั้วกั้นก็ยังตกแต่งเป็นรูปปลาด้วย

 

 

เอาล่ะ เรารีบไปซื้อตั๋วแล้วเข้าไปข้างในกันดีกว่าาาา ราคาตั๋วแบบที่เราเลือก คือชมเฉพาะส่วนของ Aquarium

รวมทั้งโชว์ต่างๆ แต่ไม่รวมหอชมวิว ราคาคนละ 2,000 yen ได้ตั๋วมาแล้วก็ไปลุยกันเลย ปีนี้เป็นปีครบรอบ 25 ปีของ Aquarium แห่งนี้อีกด้วยนะ

 

 

อันนี้แสงสวย ชอบบบ

 

 

เข้ามาด้านใน เราก็จะได้เจอกับพระเอกของเราก่อนเลย นั่นก็คือตู้ของคุณออร์ก้า หรือว่า เจ้าปลาวาฬเพชรฆาตนั่นเองงง

 

 

นอกจากนั้นแล้ว ตู้ใกล้ๆกันก็ยังมีคุณปลาโลมากับคุณปลาวาฬเบลูก้าอยู่ด้วย เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆมากเลย

 

 

เดินเข้ามาด้านในสุดจะเจอกับนิทรรศการจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์ทะเล มีจำลองขนาดขแงปลาวาฬเพชรฆาต และ กระดูกของปลาวาฬชนิตต่างๆ

สุดทางก็จะมาเจอกับห้องนั่งชมวาฬฬฬฬฬ ที่เราจะได้นั่งชมคุณออร์ก้าได้แบบจุใจ

 

 

เดินขึ้นบันไดเลื่อนมาตามทาง เราก็จะขึ้นมาด้านบนของ Aquarium ซึ่งเป็นที่ๆเราจะมาดูโชว์กันนั่นเองงงง มองออกไปเห็นวิวอ่าวนาโกย่าสวยงาม

 

 

เหลือบมองนาฬิกา ก็ถึงเวลาโชว์แรกที่เราจะไปดูกันแล้ว นั่นก็คือออ โชว์ของคุณวาฬเบลูก้า นั่นเองงง

วาฬเบลูก้ามีตัวสีขาว รูปร่างหน้าตาคล้ายโลมา แต่ตัวใหญ่กว่า และมีจุดเด่นคือสีขาวสวยงามทั้งตัว จัดเป็นสัตว์ที่ฉลาดและส่งเสียงร้องได้หลากหลายมากๆ

 

 

โชว์คุณเบลูก้า จะมีทั้งให้อาหาร ร้องเสียงต่างๆ ว่ายโชว์ และยังมีกระโดดพ่นน้ำด้วย ตื่นเต้นมาก ฮ่าๆๆ

 

 

ดูโชว์เสร็จ เราก็ปวะหาของกินกันหน่อย ชอบหน้าตาของร้านขายอาหารที่นี่มากกกก มันสวยและดูย้อนยุคๆ

สิ่งที่เราได้มากินอย่างแรกก็คือ ทาโกะยากิ ราดซอสโบลอกเนส คล้ายๆที่ราดบนสปาเก็ตตี้ แปลกแต่ก็อร่อยดีๆ

 

มีขนมปังไส้ถั่วแดงหน้าคุณวาฬเพชรฆาตกับคุณแมวน้ำด้วย น่ารักมากกก แต่ ไม่อร่อยเลยยยย 55555 ถ้าจะซื้อมาถ่ายรูปโอเค แต่รสชาติเฉยๆมาก

แถมยังมาแบบเย็นๆอีกด้วย ถ้ามาร้อนๆอาจจะอร่อยขึ้น

 

 

กินเสร็จก็ไปดูโชว์ต่อไปกันดีกว่า เป็นโชว์ของคุณโลมาปากขวด โชว์นี้จะแสดงที่บ่อใหญ่ ที่เป็นไฮไลท์ของ Aquarium นี้เลย

ก็จะมีกระโดด หมุนตัว ทักทาย สวัสดี และให้อาหาร ให้ชอบโลมาแบบนี้ต้องชอบแน่ๆ

ก่อนเริ่มเราก็จะขึ้นมานั่งรอบนอัฒจันทร์ รอไปก็หนาวไป เพราะอากาศประมาณ 8 องศา แถมด้วยลมพัดตลอดเวลา หนาวมากก

 

 

ระหว่างนั้นกล้องก็จะถ่ายไปยังผู้ชม เด็กๆเล่นกล้องกันสนุกสนานเลย

 

 

แล้วก็ถึงเวลาโชว์แล้ววว คุณเจ้าหน้าที่ก็ออกมาสวัสดีและแนะนำน้องๆโลมาให้เรารู้จัก

 

 

เริ่มด้วยโชว์ลอดห่วงและกระโดดดด

 

 

น้องๆบ๊ายบายก่อนจบโชว์

 

ต่อจากโชว์โลมา เราไปหาที่นักเล่น เดินเล่นกันอีกสักพัก ก็ถึงเวลาของโชว์ที่เราตั้งใจมาดูที่สุดในวันนี้ นั่นก็คือ โชว์ของคุณออร์ก้า

หรือโชว์วาฬเพชรฆาต นั่นเองงงงง เด็กๆก็เคยเห็นวาฬเพชรฆาตแค่จากในหนังฟรีวิลลี่(อ่าวเค้ารู้อายุเลย) ได้มาเห็นตัวจริงก็ตื่นเต้นสุดๆ ฮ่าๆๆ

 

 

มาแล้วววว น้องน่ารักและเป็นมิตรมากๆ

 

 

เด็กๆที่นั่งใกล้ๆน่าจะตื่นเต้นมากๆแน่ๆเลย

 

 

ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้มาดูโชว์วาฬเพชรฆาตกระโดด ฮ่าๆๆ คือไม่คิดว่าจะกระโดดได้ด้วย เก่งมากกก

 

 

ดูสิน้องเอาคางเกยขอบสระด้วย น่ารักมากก

 

 

เวลาผ่านไปเร็วมาก โชว์จบแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะไปดูส่วนต่อๆไปของ Aquarium ส่วนอื่นๆของที่นี้ไม่ได้น่าตื่นเต้นมากเท่าไร เมื่อเทียบกับที่โอซาก้า

แต่ถ้าใครชอบดูโชว์ บอกเลยว่ามาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่ๆ ดีงามมาก ไปดูบรรากาศอื่นๆของ Aquarium กันดีกว่า

 

 

อันนี้เจ๋งมาก เป็นเหมือนแว่นขยายให้เด็กๆส่องดูปลาดาวและสัตว์ตัวเล็กๆได้

 

 

คุณ Jelly Fish

 

 

ตู้กระจกนี้จะมีพวกปลากระเบนกับฉลามขนาดเล็กๆอยู่ด้วย

 

 

ปิดท้ายที่นี่ไปด้วยเหล่าคุณเพนกวิ้นๆ ที่ตอนเราไปถึงกำลังได้เวลากินอาหารกันเลย ตื่นเต้นกันใหญ่ ฮ่าๆ

 

 

อันนี้เราชอบมาก เป็นเหมือน workshop แกะไข่มุกออกจากหอยมุก พร้อมเอามาทำเป็นเครื่องประดับตามที่เราต้องการด้วย มีทั้งสร้อย แหวน และต่างหู น่ารัก

 

 

Gashapon ที่ Aquarium ก็ต้องเป็นเหล่าสัตว์น้ำสิ ดีมากๆเลย เราชอบมากที่ Gashapon นอกจากจะเป็นของเล่น หรือ ของที่ระลึกแล้ว

ยังสามารถทำให้เด็กๆสนใจเกี่ยวกับเรื่องต่างๆได้มากขึ้น อย่างไปวัด ก็มี Gashapon เทพเจ้า หรือกระพุธรูป ไปพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ก็มีโบราณวัตกุ

ไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ก็มีงานศิลปะระดับโลก ทุกอย่างถูกทำมาเป็น Gashapon ให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เข้าถึงง่าย

 

 

ออกมาชมวิวข้างนอก Aquarium กันอีกนิด บรรยากาศแถวนี้นี่ดีจริงๆ เหมาะกับการมาเดท ฮ่าๆๆ

 

 

ท้องเริ่มร้อง เราไปหาของอร่อยกินกันดีกว่า คราวนี้เราจะไปกันที่สถานี JR Nagoya ขึ้นรถไฟไต้ดินวาร์ปมาอย่างรวดเร็ว

 

 

อาหารที่เราจะไปกินกันมื้อนี้เป็นของเด็ดของ Nagoya อีกอย่าง นั่นก็คือ

Miso Katsu หรือหมูทอดราดซอสมิโซะนั่นเอง

คนไทยเราจะคุณเคยกับร้านดังอย่าง Yabacho ที่มีคนกินแน่นตลอดเวลา แต่วันนี้เราจะพาไปอีกร้าน ที่อร่อยไม่แพ้กัน

คะแนนใน Tabelog เรียกได้ว่าใกล้เคียงกันเลยล่ะ

 

 

ร้านนี้ชื่อ Keitei ได้คะแนนจาก Tabelog อยู่ที่ 3.53 เป็นรองจาก Yabacho อยู่แค่ 0.05 คะแนนเท่านั้น แต่ความดีงามของร้านนี้ก็คือไม่ต้องต่อคิวเลย

ร้านตั้งอยู่ที่ JR Central Tower ชั้น 13 เปิดเวลา 11:00~23:00

 

 

เข้าร้านแล้วก็สั่งกันเลย แน่นอนว่าต้องเป็น ชุด Miso Katsu รอแป๊บเดียวก็มาเสริฟแล้ว หน้าตาดีงามมากๆ มาพร้อมซุปและข้าว

 

 

ราดซอสมิโซะแล้วกินกันเลย โอยย ยิ่งเห็นยิ่งหิว หมูนุ่ม กรอบนอกนุ่มใน เข้ากับซอยได้กำลังดีมากๆ ข้าวก็หุงมาได้อร่อยมาก

 

ผ่านไปอย่างรวดเร็วอาหารทุกอย่างหายไปจากตรงหน้า ฮ่าๆๆ อิ่มแน่นกันเลยทีเดียว พร้อมสำหรับเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ของเรา

จริงๆที่นี่จะอยู่นอกเมืองนาโกย่าออกไปสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ที่ใครมานาโกย่าแล้วห้ามพลาดเลย นั่นก็คือ

Nabana no Sato Illumination

สวนดอกไม้ที่พอถึงฤดูหนาว ก็จะเปลี่ยนกลายเป็นเทศกาลแสดงไฟขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก เรามานาโกย่าหน้าหนาวทั้งที ก็ต้องไป

ปีนี้โชว์ใหญ่มาในตีม Kumamon เจ้าหมีสุดกวนแห่งเมือง Kumamoto

รายละเอียดการเดินทางและอื่นๆ อ่านรีวิวแบบละเอียดๆเฉพาะ Nabana no Sato ได้ที่นี่เลย

> > http://www.somewhereonlywego.com/archives/3187/nabana-no-sato

 

 

แล้วสองวันในนาโกย่าของเราก็จบลงเท่านี้ จริงๆนาโกย่ายังมีสถานที่เจ๋งๆที่น่าไปอีกหลายอย่างเลยล่ะ

ทั้งพิพิธภัณฑ์รถไฟแม่เหล็ก พิพิธภัณฑ์รถยนต์ของบริษัทยักใหญ่อย่างโตโยต้า รือเมืองออนเซ็นเล็กๆน่ารักๆที่อยู่ไม่ไกลอย่าง Gero Onsen

การมานาโกย่าครั้งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนาโกย่าของเราไปเลย คราวหน้า จะต้องหาโอกาสมาเที่ยวอีกแน่นอน ไว้เจอกันใหม่นะ

นาโกย่า เมืองธรรมดาที่ไม่ธรรมดา :)


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :