6 Day North Kyushu Diary – Day 1 : Bangkok – Fukuoka – Beppu

posted in: JAPAN, KYUSHU, TRAVEL | 0


6 Day North Kyushu Diary : 31.07.57 – 06.08.57

 

สวัสดีครับ

เมื่อวันที่ 31.07.57 – 06.08-57 ผมกับน้องสาวได้มีโอกาสไปเที่ยว north kyushu กันมา ได้เจอทั้งเรื่องดีและร้าย

มีอะไรหลายๆอย่างที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยากจะแชร์ให้ทุกคนๆได้ฟัง วันนี้ก็เลยขอเอามาเล่าสู่กัน ตามไปเที่ยวด้วยกันนะครับ !



เรื่องราวของพวกเราเริ่มต้นด้วย โปรตั๋วเครื่องบินของ jetstar ที่ออกมาช่วงต้นกรกฎา เป็นเหตุให้ต่างด้าวที่ เล็งจะหาโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก

อย่างเราสองพี่น้องกดจองไปอย่างใจง่าย โดยไม่มีข้อมูลใดๆเลย แถมหนังสือท่องเที่ยวเกี่ยวกับคิวชูนั้นก็มีแสนจะน้อยนิด

แต่จนแล้วจนรอดด้วยอุปการะคุณของกระทู้จากหลายๆท่านในพันทิปก็ทำให้แผนของเราคลอดออกมาได้อย่างที่เห็นนี่แหละครับ ต้องขอบคุณจริงๆ

แต่ถึงจะเขียนเป็นแผนมาอย่างรัดกุมแค่ไหน สุดท้ายพอนำไปปฏิบัติจริงก็วุ่นวาย(หายนะ) สมเป็นการเยือนญี่ปุ่นครั้งแรก

เราเลยยิ่งอยากจะนำความผิดพลาดของเรามาเล่าให้ทุกๆคนฟังครับ ถือว่าเป็น worst case ให้ศึกษา จะได้รอดปลอดภัยกันทั่วหน้า

หรือถ้าใครเกิดเจอความซวยแบบเราแล้ว จะได้รู้วิธีแก้ไข(เอาตัวรอด) ไม่ต้องตกใจจนเที่ยวไม่สนุกหรือทำอะไรไม่ถูก

ไปดูสปอยความวุ่นวาย เอ้ย แผนการเที่ยวของเราแบบคร่าวๆกันเลยครับ


 

DAY 1 : bangkok – fukuoka – beppu

แตะแผ่นดิน fukuoka , เกือบขึ้นรถผิด , เมารถไฟ , กระเป๋าตังหาย , ขึ้นรถตำรวจครั้งแรก , แช่ไพรเวทออนเซน , ทานอาหารเรียวกัง , โดนปาจิงโกะกิน!!

 

DAY 2 : beppu – yufuin – aso

ตากฝนตะลุย jigoku , ต่อด้วย yufuin , ขึ้น yufuin no mori , ตื่นตากับออนเซนรวมที่ aso

 

DAY 3 : aso – kumamoto

ลมกรรโชกบน mt.aso , หนาวเหน็บที่ kusasenri , ขึ้น aso boy , กินเที่ยวส่องยูกาตะในงาน batten hinokuni summer festival เทศกาลเต้นฤดูร้อนสุดอลังการ , เหมาฟิกเกอร์ที่ร้านจับตุ๊กตา

 

DAY 4 : kumamoto

Suizenji วันฟ้าเปิด, กินแฮมเบอร์เกอร์รสเลิศ , ปีนปราสาท kumamoto , นั่งชิวใน hosakawa gyobutei , ตะลุยสามถนนช็อปปิ้ง sunroad / shimotori / kamitori , หม่ำ kumamoto ราเมน

 

DAY 5 : kumamoto – beppu – fukuoka

บ๊ายบายคุมะมง , กลับมา beppu อีกครั้ง , ทัวร์วัดใน Gion , nakasu kawabata , กินลมริมคลอง , ช็อปสบายใน canal city , อาณาจักร gashapon ที่ yodobashi

 

DAY 6 : dazaifu – fukuoka

ศาลเจ้า dazaifu , kyushu national museum , ทัวร์ห้าง JR hakata city , เนื้อย่างสุดฟิน , ละลายทรัพย์ที่ tenjin , สวนสาธารณะลอยฟ้า tsubame no mori

 

DAY 7 : fukuoka – bangkok

กลับสู่โลกแห่งความจริง


 

ตลอดทริปนี้ เราเดินทางด้วยรถไฟของ JR Kyushu ซึ่งขึ้นชื่อว่าสวยเป็นอันดับต้นๆของญี่ปุ่น มีจุดเด่น ที่รถไฟท่องเที่ยว หลากหลายขบวน

และ ชินคันเซน สุดสวย Tsubame 800 ซึ่งออกแบบโดย เอจิ มิโตะโอกะ เป็นนักออกแบบรถไฟชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน

และด้วย JR North Kyushu PASS ทำให้ทริปนี้เราสามารถตื่นเต้นกับการขึ้นลงรถไฟที่สวยงามตลอดทั้งทริปเลยครับ

เราวางแผนการเดินทางด้วยเว็บ http://www.hyperdia.com ซึ่งช่วยให้เราเดินทางตามตารางรถไฟได้อย่างไม่ยากเลย

 

(ใครสนใจเรื่องราวของรถไฟในคิวชู และ เอจิมิโตะโอกะ สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ “ทางรถไฟสายดาวตก” ของคุณ ทรงกลด บางยี่ขัน)

 

 

เอาล่ะครับ ต่อไปก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า!

 


 

DAY 1 : bangkok – fukuoka – beppu

 

เครื่องเราออกวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ตอนตี 2.15 ครับ ต้องไปถึงสนามบินเที่ยงคืน คืนนั้นก็เลยไม่ต้องนอนกัน หวังไปหลับอีกทีบนเครื่อง

 

แถวเช็คอินยาวมากกก พอเช็คอินและผ่านเข้าไปด้านในและหลังจากหาอะไรใส่ท้องพร้อมซื้อน้ำกับชามาตุนไว้ แล้วก็เข้ามารอเครื่องที่เกทครับ

พกหนังสือมาอ่านรอกันคนละเล่ม ประมาทเหลือเกิน 5555 พอประมาณตีหนึ่งครึ่งเค้าก็เริ่มทยอยให้เข้าไปนั่งในเครื่อง ทีนั่งไม่กว้างใหญ่แต่ก็โอเคครับ

ไม่เลวร้าย และ สำหรับตั๋วโปรสุดถูกอย่างเรา แน่นอนว่าไม่มีอะไรให้ หมอนผ้าห่มอาหารเครื่องดื่ม ต่างนาๆ อย่าลืมเอาเสื้อกันหนาวมาเองนะครับ

 

บรรยากาศนอกหน้าต่างตอนเครื่องขึ้น กำลังออกจากเมืองไทยแล้ว

 

ขึ้นเครื่องปุ๊บยังไม่ทันออก น้องสาวผมก็หลับไปเลย เร็วมาก ส่วนผมแทบไม่ได้นอนเพราะในเครื่องมีคนกรน 555 เสียงดังมาก กรนบ้างหยุดบ้าง

เป็นพักๆ พอเงียบเคลิ้มจะหลับที เสียงกรนก็มาใหม่ จนเช้านั่นแหละ เสียงก็เงียบไป (ตื่น) แต่ผมก็ไม่ง่วงแล้วเลยเปลี่ยนจากพยายามนอนมาถ่ายรูป

วิวพระอาทิตย์ขึ้นที่นอกหน้าต่างแทน สักพักน้องผมก็ตื่นขึ้นมาสมทบ วิวเหมือนอาณาจักรเมฆในโดราเอมอนตอนตะลุยอาณาจักรเมฆมาก

 

ดูเวลาก็ยังอีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย คนทั้งเครื่องก็หลับเกือบหมด ไม่รู้ตอนนั้นตื่นขึ้นมากันทำไมสองคน

 

ก่อนมาเราเพิ่งเช็คพยากรณ์อากาศ ฝนตกเกือบทุกวัน อากาศอยู่ในขั้นเลวเลยทีเดียว (แต่ตอนจองตั๋วเช็คแล้วมีแดดทุกวัน…

เอาน่า อะไรมันก็เปลี่ยนแปลงได้ มันอาจจะเปลี่ยนอีกรอบไง) เราเลยชวนกันดูเมฆใหญ่ พยามจะดูว่าท้องฟ้าโปร่งไหม มีเมฆโหดๆอยู่ที่จุดหมาย

ของเรารึเปล่าพอเห็นฟ้าใสๆก็ดีใจ พอเมฆดำมาก็หดหู่ สลับๆกันอยู่สองชั่วโมง (โดยลืมคิดไปว่า ดูไปก็เท่านั้นคิวชูยังอีกตั้งไกล)

 

สุดท้ายในที่สุดเครื่องบินของเราก็ใกล้จะถึง Fukuoka เสียที อืม..ดูๆจากเมฆแล้วก็ไม่เลวนะ (ไม่เลิก)


เรามาถึง fukuoka กันในเวลา 9.30 ท้องฟ้าโปร่งพอให้โล่งใจ

 

จากสนามบินเราต้องนั่งรถบัสเข้ามาในอาคาร เพราะสนามบิน fukuoka เป็นสนามบินเล็กๆ เครื่องบินโลว์คอสลำจิ๋วอย่างเราเลยไม่มีสิทธิ์

ได้เทียบงวงกับชาวบ้านเขา จะปล่อยให้ผู้โดยสารเดินกันไปเองก็เกรงว่าจะแอบเดินมั่วปีนหนีเข้าเมืองกันได้

พอลงจากรถด่านต่อไปที่ต้องไปเจอก็คือ ตม. หรือ ตรวจคนเข้าเมืองนั่นเอง น้องสาวผมดูท่าทางตื่นตระหนก พยาพยามขุดเอาเอกสารนู้นนี่

ตั๋วเดินทางกลับ ใบจองโรงแรม ส่วนลดออนเซน บลาๆออกมา กะจะเอาไว้ยืนยันกับตม.ว่าเธอไม่ได้หนีเข้าเมืองจริงๆนะ มาเที่ยวจริงๆ

แต่สุดท้ายก็ต้องพับเก็บไปเพราะผมว่า แบบนั้นมันจะดูแปลกและผิดสังเกตมากกว่าเดิมอีก

แต่เอาจริงก็ตื่นเต้นอยู่เหมือนกันสำหรับต่างด้าวที่เพิ่งเคยเข้าประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกอย่างเรา ระหว่างต่อแถวก็พยามสแกนหน้าพี่ๆตม.

ภาวนาให้ได้ไปต่อแถวคนที่ดูใจดีๆ เอาล่ะ สรุปว่ารอดมาได้ทั้งพี่ทั้งน้อง ไม่มีอะไรน่ากลัวครับ หลอนกันไปเองทั้งนั้น555

 

 

ในสนามบินก็มีจัดแสดงเสรี่ยง ที่ใช้ในงานเทศกาล Hakata Gion Yamakasa ที่เพิ่งผ่านมาในเดือนกรกฎาคม เรียกว่า Kasariyama

 

พอหลุดออกมาจากตม.ได้ ต่อไปก็ต้องออกไปรอ shuttle bus เพื่อนั่งไปขึ้น subway ที่อาคารdomestic ครับ

 

ถึงแล้ว domestic ลงไปใต้ดินกันเลย

 

ตอนนี้เราอยู่ที่สถานี fukuoka kuko หรือสนามบินฟุคุโอกะนั่นเอง ราคาตั๋วสำหรับไปที่สถานี hakata คือ 260 yen ครับ

หรือถ้าจะไปลงสถานีอื่น ก็สามารถดูราคาบนป้ายได้จะมีบอกไว้

พอรู้ราคาก็หยอดเหรียญกดบัตรออกมาครับ

ได้มาแล้ว ตื่นเต้นครับ แค่ซื้อบัตรใต้ดินจากตู้ก็ตื่นเต้น 555

ใส่แบงค์พันเยนเข้าไป ทอนออกมาแค่เศษเหรียญ โถพันเยนของพี่..

ได้บัตรมาแล้วก็ขึ้นรถกันเลย

 

บรรยากาศภายในรถ ถึงจะผ่านการใช้งานมานาน แต่ก็ยังดูสะอาดมากๆ

 

นั่งไปแค่สองป้ายก็ถึงแล้วครับ สถานี hakata

แต่วันนี้เราจะไม่ได้ออกไปสู่โลกเบื้องบนนอกสถานีกันเลยครับ เพราะตามแผนต้องนั่งรถไฟต่อไป beppu


พอมาถึงก็ไปแลก JR PASS ก่อนเลย

เราซื้อ JR PASS Voucher มาจากไทยแล้วครับ เหลือแค่เอาไปแลก

ที่จุดแลกก็เจอเพื่อนๆคนไทยเต็มไปหมด

 

พอไปต่อแถว พนักงานก็ถามเป็นภาษาอังกฤษ(ที่ฟังยาก)ว่า เราจะจองที่นั่งไหม

ถ้าตอบว่าจอง เค้าก็ให้ใบจองมาเขียน ของเราจองไปทั้งหมด 5 ขบวนคือ

 

– yufuin no mori 4 รอบ 15.50 (yufuin – kurume)

– aso boy 104 รอบ 15.40 (aso – kumamoto)

– shinkansen sakura 558 รอบ 14.29 (kumamoto – hakata)

– shinkansen tsubame 335 รอบ 17.38 (kurume – kumamoto)

– LTD. EXP sonic 21 รอบ 11.57 (hakata – beppu)

 

แวะซื้อข้าวกล่องและครัวซองที่เลื่องลือ

 

จากนั้นก็ขึ้นมารอรถไฟบนชานชลา

ระหว่างนั้นพอเหลือเวลาบ้าง เราก็เลยเดินถ่ายรูปชมวิวบนชานชลาอะไรไปเรื่อยเปื่อย

มีรถไฟขบวนนู้นขบวนนี้เข้าออกให้เห็นประปราย

 

รถไฟขบวน Limted Express “Relay Tsubame” ที่วิ่งระหว่าง Fukuoka กับ Kumamoto (แต่เราไม่มีโอกาสได้ขึ้น T T)

 

พี่พนักงาน JR ทำสัญญลักษณ์ชี้นิ้ว เพื่อเป็นการเช็คความปลอดภัย

 

ผู้โดยสารรอรถไฟกันคึกคัก สมเป็นสถานีหลักของคิวชู

 

จนมีขบวนนึงวิ่งฉิวเข้ามาเทียบท่า หัวมนสีขาวสวย เราก็ถ่ายภาพไว้ เดินถ่ายไปมาจนพอใจ อืม..สวยจริงๆ

 

แต่ว่าจะไป..นี่มันก็ใกล้เวลาที่จอง sonic ไว้แล้วนา ทำไมมันยังไม่มาหว่า…

อืม อืมม เอ๊ะ.. หรือว่ามันคือขบวนนี้

เราเอะใจเล็กน้อย(มากๆ) ก็เลยลองเดินไปดูที่ตู้แรก (ในบัตรเราเขียนว่า car 1)

 

อ้าว ตู้แรกเป็น green car… (ตู้พิเศษที่จะนั่งสบายกว้างขวาง อารมณ์เฟิร์สคลาสนั่นล่ะ) งั้นก็ไม่ใช่สิ เพราะเรานั่ง green car ไม่ได้ซะหน่อย

เอ้า ลงๆ ว่าแล้วเราก็ลงมานั่งรอบนเก้าอี้ที่ชานชลา เวลาก็ค่อยๆผ่านไป… จาก 11.54 เป็น 11.55 และ 56 แต่ในบัตรของเรารถมันจะมา 11.57 นา

ทำไมไอ้ขบวนนี้มันยังไปไม่อีก!

 

ด้วยความสับสน น้องสาวผมเลยวิ่งที่ถามที่พนักงาน และก็ได้ความว่า มันคือไอ้ขาวสวยขบวนนี้แหละ!! อ้าว นั่นคนขับโผล่หน้าออกมา

เตรียมออกรถแล้ววิ่งสิครับ จากที่ก็นั่งชิวเรื่อยเฉื่อยมันอยู่หน้าประตู ไม่ยอมเข้า มาเข้ามันวินาทีสุดท้ายนี่แหละ โอ้ย จะบ้าตาย

 

พอรอดปลอดภัยขึ้นมาบนรถ เราก็ค่อยๆระลึกได้จากโบชัวต่างๆที่หอบมาจากสนามบินและอ่านเอาในตัว JR PASS และพบว่า..

เรากำลังนั่งอยู่บนเจ้า sonic ขาว หรือ kamome น้องชายแฝดคนละฝาของ sonic น้ำเงินนั่นเอง ส่วน car 1 ที่ทำให้เราสับสน ก็คาดว่า

เค้าคงไม่ได้นับกรีนคาร์เป็นหมายเลข แต่นับเป็นตู้ green car เพราะฉะนั้น car 1 ที่เรานั่ง เลยต้องอยู่ในตู้ที่ 2 แทน โธ่ ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับ

ไอ้เราเห็นเป็นสีขาว ตัวรถก็เขียนชื่ออื่น หูมิกกี้เม้าส์ที่เค้าชอบพูดกันก็ไม่มีให้เห็น (ฮือ) ช่างมัน ผิดพลาดเล็กน้อย ฟาดเคราะห์ๆ

 

บรรยากาศบนรถไฟ

 

ด้วยร่างกายที่ขาดการพักผ่อน เราก็เริ่มง่วง ทว่า..รถก็มาจอดที่ป้าย kokura ที่ป้ายนี้ รถจะเริ่มวิ่งด้วยหัวรถอีกด้าน

ทำให้จากที่ car 1 ของเราเคยเป็นตู้สุดท้าย ก็กลับกลายมาเป็นตู้แรกแทน (ไม่นับกรีนคาร์…)

ส่วนบรรดาผู้โดยสารก็จะเริ่มลุกขึ้นมาหมุนเบาะรวมทั้งเราด้วย แต่ตอนนั้นเอง…

 

ก็มีผู้โดยสารจำนวนมากแห่กันขึ้นมาและทักทายคนในรถที่นั่งอยู่เบาะถัดจากเรายกใหญ่ สรุปว่า เค้านัดกันมาจากบ้านแหละ

ว่าจะมาเจอกันในตู้รีเซิร์ฟของรถไฟขบวนนี้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ พอเหล่าญาติมารวมตัวกันมันเสียงดังมากกกกก

ทั้งคนแก่ทั้งเด็กคุยกันลั่น car 1

 

ยิ่งไปกว่านั้น คุณลุงที่นั่งอยู่หลังผมไม่ยอมหมุนเบาะกลับ (เพื่อหันหน้าคุยกับครอบครัว) ไม่หมุนกลับไม่เป็นไรแต่แกดันเอนเบาะมาจนสุด

เบาะผมเลยตั้งตรงเป็นไม้ฉาก 90 องศา T T

 

ด้วยเสียงอันดังของครอบครัวลุง เบาะตั้งสุดหฤโหด อดนอนตลอดคืน วุ่นวายวิ่งขึ้นรถ เจ็ทแล็กยังออกอาการ เดินไปเดินมาถ่ายรูปรถอีก

รวมๆกันแล้วผมเลยมึนหัวมากกก นาทีนั้นคือไม่ไหวเลย มึนไปหมดจะอ้วกแล้ว รถก็เร็วอีกด้วย

 

ข่มตานอนไปยาวๆ ตื่นมาอีกทีก็ใกล้ถึง beppu แล้วครับ

 

อาการดีขึ้นนิดหน่อย แต่โชคดีที่พอลงจากรถ ได้เจออากาศภายนอกหน่อย ก็หายมึน


สถานี JR Beppu เป็นสถานีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็ตกแต่งแบบเรียบๆสวยงาม และสะอาดมากๆ

ในตัวสถานีเองก็มีห้างเล็กๆอยู่ แต่เราตัดสินใจว่าจะยังไม่เดินครับ เพราะของหนักมาก

 

เข้าไปเช็คอินกันก่อน ที่พักคืนแรกของเราที่ beppu คือโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น nogami hongan ryokan

เดินไม่ไกลจากสถานี beppu เลี้ยวขวาเข้าซอยก็ถึงครับ ซอยจะอยู่ตรงข้ามกับห้าง tokiwa

 

เราไปถึงก่อนเวลาเช็คอินประมาณชั่วโมงกว่า แต่ทางเรียวกังก็ใจดีให้เช็คอินได้เลยครับ พอเช็คอินเสร็จก็จองเวลาไพรเวทออนเซน

และเวลาทานอาหารเอาไว้ด้วย ห้องพักของเราเป็นห้องสไตล์ modern japanese ขนาดไม่ใหญ่ แต่หน้าห้องจะมีพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้ให้นั่งเล่นได้

 

ตลอดทริปนี้เราจองที่พักล่วงหน้าผ่าน Booking กับ Agoda ครับ แต่ในแต่ละโรงแรมสามารถจองกับเว็บของโรงแรมได้ด้วย

อันนี้เป็นเว็บของ Nogami Honkan Ryokan นะครับ มีภาษาไทยด้วย ฮ่าๆ

http://www008.upp.so-net.ne.jp/yuke-c/thai.html

 

ส่วนเรื่องอาหาร ที่ Nogami จะมีอาหารเช้าและเย็นครับ

โดยเค้าจะถามเราตอนเช็คอินว่าจะจองอาหารด้วยมั้ย กับ จองบ่อแช่ Private ออนเซ็น ซึ่งจะมีเป็นรอบๆให้เราเลือก

ถ้าเราตกลงก็จ่ายเงินเค้าตอนนั้นและเลือกเวลาที่เราต้องการ รู้สึกว่าอาหารเย็นจะกินได้ช้าสุด 19:30 ครับ

 

 

หลังจากนั่งพักเหนื่อยจนรู้สึกดีขึ้น เราก็ออกมาเดินเล่นด้านนอก จุดหมายที่คิดๆไว้ก็คือดูร้านค้าในสถานี ห้าง yamada ที่อยู่ข้างสถานี

เดินชมเมืองเรื่อยเปื่อย เข้าห้าง tokiwa และเดินไปนั่งเล่นริมหาด เสร็จเรียบร้อยก็กลับเข้าเรียวกังอาบน้ำ ทานข้าว

 

บรรยากาศรอบๆเมือง

 

หน้าสถานี จะมีบ่อน้ำร้อนเล็กๆ สำหรับแช่มืออยู่ สมเป็นเมื่อน้ำพุร้อนจริงๆ

 

และข้างๆ ก็จะเห็น รูปปั้น อะบุระยะขุมะฮะชิ ผู้ริเริ่มบุกเบิกกิจการท่องเที่ยวเมืองเบปปุ

 

ร้านค้าในสถานีมีหลายชนิดมาก ทั้งร้านร้อยเยน ร้านขนม ร้านของฝาก ร้านอาหาร แม้แต่ร้านอาบน้ำและสปาสัตว์เลี้ยงก็ยังมีด้วย

ข้างๆสถานีมีห้างอิเล็กทรอนิกส์ชื่อห้าง yamada

 

น้องนักเรียนกำลังเดินกลับบ้าน


 

ต่อจากนั้นเราแวะเข้าห้าง tokiwa ที่อยู่ตรงข้ามปากซอยเรียวกัง เป้าหมายคือโซนตู้เกมส์

มาถึงแล้ว ส่วนใหญ่ห้างที่ญี่ปุ่นเกมส์เซนเตอร์จะอยู่ชั้นบนสุดครับ

ขณะนั้นเองผมก็เอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์จากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง และพบว่า…

 

มันไม่อยู่!!

 

ไม่อยู่! หายังไงก็ไม่อยู่ ในกระเป๋ากล้องก็ไม่มี

ตอนนั้นหน้าหดเหลือ 2 นิ้ว ซวยแล้วครับ หายจริง เพิ่งมาถึงญี่ปุ่นวันแรกก็เรื่องใหญ่เลย โชคดีที่ในกระเป๋าเป็นแค่เงินส่วนตัวของผม

(เอาไว้ช็อปปิ้ง,กินอาหาร และ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ) ราวๆ 40000-50000 เยน เงินของน้องและเงินส่วนกลาง (เอาไว้จ่ายค่าที่พัก ค่าเข้าชมสถานที่ ค่ารถบัส)ยังอยู่

 

จากแผนเล่นเกมส์ที่เกมเซนเตอร์แล้วไปเดินเล่นริมหาดก็ต้องยุบหมดครับ เปลี่ยนเป็นแผนตามหากระเป๋าตังค์แทน แต่วนหาที่ๆเดินผ่านมา

ย้อนความทรงจำหายังไงก็ไม่เจอ จนสุดท้ายเราก็เลยตัดสินใจเข้าไปถามที่ TIC ว่ามีคนเอากระเป๋าตังค์มาส่งไหม แน่นอนว่าไม่มีครับ

 

แต่โชคดีที่บังเอิญมีพี่ตำรวจอยู่ที่ TIC พอดี เค้าเลยช่วยพาเราออกไปตามหาตามที่ต่างๆ เช่นป้อมยามของสถานี ว่ามีใครเก็บได้มั้ย

ถามเราว่าเจอครั้งล่าสุดที่ไหน ช่วยพาเดินวนหาเยอะมาก

 

คาดว่าน่าจะหล่นหายแถวนี้

 

บอกได้เลยครับว่า ประทับใจพี่ๆตำรวจมากครับ เป็นน้ำใจที่คงหาได้ยากยิ่งถ้าเป็นเหตุที่เกิดในเมืองไทย

ตำรวจคงบอกแค่ว่า “แบบนี้หายบ่อย หาไม่เจอหรอก”

 

แถมพี่ๆเค้าก็พูดอังกฤษไม่ได้ด้วย แต่ก็พยายามสื่อสารกับเราด้วย Apps แปลภาษา ตั้งใจทำงานและมีน้ำใจมากๆ

หลังจากที่วนหาดูแล้วไม่เจอ เค้าก็เลยพาเราไปเขียนใบแจ้งความที่ป้อมตำรวจหน้าสถานี แต่ใบแจ้งความของป้อมดันมีแต่ภาษาญี่ปุ่นอีก

เค้าเลยเป็นคนช่วยเขียนให้ครับ

 

เหมือนพี่เค้าจะรู้ว่าต้องใช้เวลาในการสื่อสารเพื่อเขียนใบแจ้งความนานแน่ๆ ก็เลยพาเราขึ้นไปนั่งเขียนในรถตำรวจของพี่เค้าครับ

วิธีเขียนก็คือเค้าจะอ่านคำถามใส่ Apps แปลเป็นอังกฤษให้เราตอบ พอเขียนเสร็จ (อย่างทุลักทุเล)  เค้าก็ขอโทษเรายกใหญ่ ทั้งที่หามาให้ไม่ได้และ

ที่ตัวเค้าพูดอังกฤษไม่ได้ด้วย พร้อมกับบอกว่าเค้าจะพยามหามาให้ โดยถ้าหามาได้จะติดต่อไปบอกที่เรียวกังที่เราพัก แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องขอโทษจริงๆ

และ ก็อวยพรให้เราเที่ยวต่อไปให้สนุก

 

ประโยคนี้เขียนอยู่ที่รูปปั้นคุณลุงหน้าสถานี เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า เค้าใส่ใจกับผู้มาเยือน อย่างที่เค้าเขียนไว้จริงๆ

 

บอกเลยว่าตอนนั้นเราไม่ได้หวังว่าจะได้กระเป๋าตังค์คืนครับ แต่เราก็ประทับใจในตำรวจญี่ปุ่นไปแล้ว


 

หลังจากเสร็จเรียบร้อย

พวกเราก็ขอบคุณเค้ากันยกใหญ่ แล้วลองออกมาเดินตามหากันอีกครั้งก่อนจะเข้าที่พัก เพราะใกล้เวลาทานอาหาร

และ เวลาที่เราจองห้องไพรเวทออนเซนไว้

 

ออนเซนที่เราจองไว้ชื่อห้อง Hinoki

สำหรับไพรเวทออนเซนที่นี่จะมีให้เลือกกันได้สามห้องครับ

 

ห้อง Gentle

 

ห้อง Mosaic

 

และ ห้อง Hinoki หรือห้องที่เราจองไว้นั่นเอง

 

และยังมีห้องแช่ออนเซ็นรวมแยกชายหญิงอีกอย่างละห้อง คือ

hama no yu (ชาย)

 

และ tsuru no yu (หญิง) (รูปห้องอาบของผู้หญิงไม่สามารถหาได้จริงๆครับ ฮือ)

( ยืมรูปภาพจากเว็บ todaytourism และ beppu navi เนื่องจากทางโรงแรมไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในออนเซนครับ )

 

การแช่ออนเซนเป็นอะไรที่สุดยอดมากก ทำให้ความเหนื่อยล้าและเรื่องวุ่นวายทั้งวันแทบจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ

ตอนแรกน้ำร้อนมากๆ ยงโย่ยงหยกอยู่นานกว่าจะลงไปได้ทั้งตัว ดีนะที่เป็นแบบไพรเวท ขืนไปเก้ๆกังๆในออนเซนรวมนี่อายเค้าตาย555

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ เราก็เปลี่ยนมาใส่ชุดยูกาตะที่ทางเรียวกังเตรียมไว้ให้เพื่อออกมาทางข้าวเย็นที่จองไว้

 

อาหารตระการตามากครับ ของเราเป็นชุดซาชิมิ ปกติทางเรียวกังจะมีให้เลือกสามชุด คือชุดซาชิมิ ชุดเสต็ก และชุดเทมปุระ

แต่เหมือนตอนนี้ชุดอื่นๆจะหมด เหลือแค่ชุดเดียว

 

ในชุดมีซาชิมิ เทมปุระไก่ สลัดแบบญี่ปุ่น ชาบู ข้าวฯลฯ
เครื่องดื่มมีชาร้อน เบียร์และน้ำส้ม

 

ของหวาน ไม่รู้อะไรคล้ายเต้าหู้นมสดฟรุตสลัดแต่กินแล้วชื่นใจดีครับ

 


 

หลังจากผ่อนคลายกันจนเสร็จ

เราก็กลับมาที่ห้องเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับคนที่ทำกระเป๋าตังค์หายในญี่ปุ่นกัน

พบว่าส่วนใหญ่จะได้คืนครับ แต่อาจจะเป็นตอนอยู่เมืองอื่นแล้ว หรือตอนกลับถึงไทยแล้วก็มี เราก็เลยใจชื้นขึ้นมาบ้าง

และ ตัดสินใจว่า มาถึงนี่แล้ว เราจะมาเที่ยวแบบไม่มีความสุขไม่ได้ จึงหาข้อมูลเพื่อกด ATM เงินจากเมืองไทย

 

พบว่าที่ไปรษณีย์จะมีตู้ ATM ของ JP Postbank อยู่ และตู้นี้จะสามารถกดเงินข้ามประเทศได้ โดยมีค่ากดครั้งละ 100 บาท

กดได้ไม่เกินครั้งละ 100,000 เยน (กดน้อยกดมากก็เสียค่ากดเท่ากัน)
และ ส่วนใหญ่ตู้ ATM ที่ญี่ปุ่นจะรับบัตร Visa มากกว่า Mastercard (แต่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษทุกตู้นะครับ)

ใบที่เหลือของเราดันเป็น MasterCard อีก ต้องกดที่ไปรษณีย์แทบจะเท่านั้นเลย

เราก็เลยตั้งใจจะออกไปกดเงินที่ไปรษณีย์ Beppu ซึ่งตั้งอยู่ในซอยข้างๆห้าง tokiwa นั่นเอง
แต่ปรากฏว่ามันปิดแล้ว (แหงล่ะ ดึกซะขนาดนี้)

เราเลยตัดสินใจเดินเล่นในเมืองยามค่ำคืนกันแทนครับ

Beppu เป็นเมืองเล็กๆ ทุ่มนึงห้างอะไรก็ปิดกันหมดแล้ว เหลืออยู่ก็แต่มินิมาร์ท ร้านอาหาร ร้านเหล้า แล้วก็ร้านปาจิงโกะนี่แหละ

 

 

บรรยากาศตอนกลางคืน สวยแบบสงบๆไม่พลุกพล่าน แอบมีเสียงเพลงเพราะๆดังคลออยู่ด้วย ไม่รู้มาจากไหนเหมือนกัน

 

หลังจากเดินผ่านร้านปาจิงโกะเป็นร้านที่ 5 ด้วยความสับสนและมึนงงกับชีวิต ณ ขณะนั้น

จู่ๆเราก็ตัดสินใจเดินเลี้ยวเข้าปาจิงโกะโดยไม่ได้ปรึกษากัน หวังจะออกมามีเงินใช้เหมือนนางเอกพระเอกในกวนมึนโฮ

 

ว่าแล้วก็หยอดพันเยนเข้าเครื่องไป

โดยลืมคิดไปว่าเล่นไม่เป็น..

 

เอ้า ไม่เป็นไรๆ ให้พนักงานมาสอน เค้าก็บอกให้หมุนตรงนี้นะๆ ลูกจะลงมาตรงนี้ ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง

สรุปได้ง่ายๆว่า หมุนแรงลูกออกทางขวา หมุนเบาลูกออกทางซ้าย ตกลงรูล่างสุดลูกหาย ตกในช่องแจ็กพอตจะได้ลูกเพิ่ม

 

รู้ตัวอีกที อ้าว..ลูกหมด

ไปซะแล้ว 1000 เยน T___T

 

นี่มันค่ำคืนไร้โชคชัดๆ เอาน่าๆฟาดเคราะห์ๆ พรุ่งนี้อะไรๆมันก็คงดีกว่านี้แหละ เดินเล่นต่อดีกว่า

 

 

ฝาท่อของเมือง Beppu ฝาท่อที่ญี่ปุ่นจะเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง

 

เดินมาจนถึง beppu tower

 

แวะซื้อขนมที่เซเว่นแถว beppu tower ซะหน่อย เจอคนไทยในเซเว่นด้วย

 

กินขนมแก้ช้ำใน เสร็จแล้วก็เข้านอนกันครับ

เป็นอันจบวันแรกของเราในคิวชู..

 

ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้นะครับ : )


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :