Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 1 – โอซาก้า เพื่อนรัก

posted in: JAPAN, KANSAI, TRAVEL | 0
Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 1 – โอซาก้า เพื่อนรัก

สวัสดีค่า ☺

กลับมาอีกแล้วกับเราเองงง เดี๋ยว เราเองนี่มันใคร… นั่นดิ..

เอาเป็นว่า กลับมาเจอกับรีวิวที่สองซึ่งคลอดออกมาโดยเราอย่างเป็นทางการก็แล้วกัน ฮ่าๆ

 


จริงๆนี่เป็นครั้งที่สองสำหรับการมาเยือนประเทศน่ารักๆประเทศนี้ของเรา เมื่อปีที่แล้วเราไปภูมิภาคทางตอนใต้อย่างคิวชูมา

แล้วก็รู้ตัวทันทีว่า ตกหลุมรักประเทศนี้เข้าซะแล้ว ยังไงก็จะกลับมาค้นหาและซึมซับความน่ารักของประเทศนี้อีก

ไม่ช้าก็เร็วล่ะ
เชื่อเลยว่า ทุกคนเป็นจริงๆนะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เหมือนยาเสพติด ไปกี่ครั้งก็ไม่มีวันพอ ยิ่งเสพ ก็ยิ่งติด

ยังไม่ทันจะจบทริปแรก นหัวแทบจะจองตั๋วเครื่องบินของทริปต่อไปข้ามปี

ทั้งหมดทั้งมวลก็นำมาสู่ทริปนี้ 
Kansai Multicolor マルチカラー

และแน่นอน คราวนี้เราจะไปสนุกกันที่ 
“ KANSAI ” ;)

 


Kansai Multicolor マルチカラー : Chapter 1 – โอซาก้า เพื่อนรัก

โอซาก้าเพื่อนรัก ทำไมต้องเพื่อนรักด้วยล่ะ สำหรับเรา เรารู้สึกจริงๆนะ ว่าการที่ได้มาโอซาก้า ก็เหมือนกับการที่เราได้รู้จักเพื่อนสนิทคนใหม่

สำหรับเราโอซาก้าคงจะเป็นเด็กผู้ชายที่ร่าเริง ชิลๆ ไม่เคร่งเครียด มีเรื่องมาให้เราแปลกใจหรือสนุกได้ตลอด

และไม่ว่าในทริปนี้เราจะย้ายที่นอนหรือไปเที่ยวเมืองไหน เราก็ยังคิดถึงที่นอน และโอซาก้าเพื่อนเราเสมอ

เพราะฉะนั้น เราก็เลยอยากพาเพื่อนเราคนนี้ มาแนะนำให้รู้จัก และไปดู How to การผูกมิตรกับ โอซาก้า ของเรากัน


01.11.2012 : BKK – KIX – OSAKA

มาเริ่มกันเลย
ผู้ร่วมเดินทางในทริปคราวนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น เรากับพี่ชาย เจ้าเก่าแห่งทริป North kyushu Diary

นั่นเอง
คราวนี้เราเดินทางกันด้วยสายการบิน Airasia ขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง (ตั๋วโปรนั่นเอง ฮ่าๆ)

เที่ยวบินเป็นรอบบ่ายสาม ถึงญี่ปุ่นประมาณ 4 ทุ่ม ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง

เวลาของเที่ยวนี้หลายๆคนมักจะบ่นกันเรื่องไปถึงคันไซดึกแล้วเข้าเมืองยาก ซึ่งก็ยากจริงๆแหละ แต่มันก็มีข้อดีอยู่นะ

อย่างเช่น…
ได้ตื่นสายๆ มาถึงสนามบินซักเที่ยงๆ ได้เจอสนามบินตอนกลางวันโล่งๆสบายๆบ้างก็ดีเหมือนกัน
ดูดิ

สนามบินดอนเมืองที่ไร้ผู้คนนี่อย่างกับเซ็ทติ้งในหนังเลยอ่ะ


แถมยังได้…

ชิวๆหาอะไรกินในสนามบิน แฮร่~


ขึ้นเครื่องมาก็ได้เห็นเมืองจิ๋วๆตอนกลางวันด้วยนะ


เมฆก็น่ารักเป็นสีรุ้ง

และที่สำคัญ การนั่งเครื่องเที่ยวนี้จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกกันด้วย เพราะฉะนั้นจับจองที่นั่งกันให้ดีๆ แอบบอกว่า ให้เลือกนั่งด้านซ้ายของเครื่องนะ



แต่เวลาแห่งความชิวไม่ได้นานอย่างที่คิด อ่านหนังสือจบไปเล่มครึ่ง ยังไม่ทันจะหลับ เครื่องก็จะแลนดิ้งลงแผ่นดินญี่ปุ่นกันแล้ว
ทีนี้ต้องรีบละ

เพราะเราตั้งใจว่าไม่อยากนอนสนามบินกัน กลัวเสียเวลาเที่ยววันพรุ่งนี้ (บวกกับเป็นพวกขี้เกียจตื่นเช้ากันด้วยล่ะ…)

เราก็เลยต้องรีบไปขึ้นรถไฟ Nankai เที่ยวสุดท้ายไปที่พักของเราที่ Namba กันให้ได้

ณ จุดๆนี้ เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างเหล่าคนไทยในไฟลท์เดียวกันอยู่สามประเภท

1. ชิวๆสวยๆ นอนสนามบิน
 2. สบายๆ นั่งรถบัส ตีหนึ่งก็ยังทัน 
3. กลุ่มต้องต่อสู้แย่งชิงเพราะจะขึ้นรถไฟ ซึ่งคือพวกเราหนิ!

เอ้า โกยยยย จากจุดที่เราลงเครื่องบินและผ่าน ตม.แล้ว เราต้องนั่งรถ monorail เชื่อมมายัง Terminal 1 แล้วขึ้นมาที่ชั้น 2

ก็จะเจอกับทางเชื่อมไปยัง Aero Plaza ก็เดินมาทางนั้นเลยยย

ซื้อตั๋วตรงนี้ ซึ่งจุดขายตั๋วของ Nankai กับ JR จะอยู่ติดกัน ใครที่มาเที่ยวบินกลางวันแล้วอยากเข้าเมืองด้วย JR ก็มาซื้อตรงนี้เหมือนกัน


และในที่สุด ด้วยความพยายาม(บวกกับความเหนื่อย) เราก็กลายเป็นผู้อยู่รอดในสงครามครั้งนั้น เย้!

ทันรถไฟเที่ยวเกือบสุดท้ายพอดี ค่าตั๋วคนละ 920 เยน



โผล่ออกมาจากรถไฟก็เจอฝนตกอยู่เบาๆ

 และตัวสถานีกำลังจะปิด เดินกันไปเรื่อยๆ 
เกือบเที่ยงคืนแล้ว

แต่ร้านรวงในย่านการค้าแถวที่พักก็ยังเปิดกันสว่างไสวอยู่เลย แถมมีป้ายต้อนรับนักท่องเที่ยวไทยซะด้วย

คืนที่พักใน osaka เรานอนที่โรงแรม business inn sennichimae hotel ที่ namba 
ซึ่งถึงจะห้องเล็กไปนิด

แต่ทำเลดีมากกก รายล้อมไปด้วยความบันเทิงยามค่ำคืน ทั้งอาหาร ช็อปปิ้ง ร้านเกมส์ ฯลฯ
จะเดินไปห้างทาง namba ก็ใกล้

หรืออยากไปเดินเล่นที่ shinsaibashi ก็เดินไปได้สบายๆอีกเหมือนกัน

เช็คอินเสร็จก็แวะลงมาหาอะไรที่เซเว่นแถวๆที่พักซะหน่อย


อันนี้เป็นพุดดิ้งคัสตาร์ดอยู่ในกระป๋องเลย 
อร่อยยย

ขนมของเซเว่นอันซ้ายบนคือดีมากกก เหมือน shiroi koibito มากกก อย่างมหัศจรรย์ 
ในราคาแค่ 200 กว่าเยนเท่านั้นค่า

กินอิ่มหมีพลีมันก็นอนกันเถอะ ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เราจะไปตะลุยโอซาก้ากัน


02.11.2012 : KAIYUKAN – TEMPOZAN – SHINSAIBASHI – DOTONBORI

เช้าวันนี้เริ่มต้นที่ฝนพรำเบาๆเกาะหน้าต่าง (อีกแล้ว?)

แต่ไม่เป็นไร เราจัดการได้ เพราะดูพยากรณ์อากาศมาแล้วว่านอกจากช่วงเช้าวันนี้ ก็จะมีท้องฟ้าที่สดใสไปอีกหลายวัน

เราก็เลยจัดสถานที่ในร่มอย่าง Osaka Aquarium KAIYUKAN มาเป็นจุดเริ่มต้นของเช้าวันนี้

ก่อนจะไปเที่ยว ต้องแวะมาแลก Osaka amazing pass กันก่อน

ออกมาจากโรงแรม ก็เจอฝาท่อสวยๆของโอซาก้าเลย

เสร็จแล้วก็มุดลงมาเดินในทางไต้ดิน Namba Walk ส่วนใหญ่ร้านยังไม่เปิดกันเลยตอนเช้า

แต่เอ๊ะ นั่นมันร้านเครนเกมส์ (ตู้จับตุ๊กตา) อ่ะ… 
สองพี่น้องมองหน้ากันด้วยจิตวิญญาณของนักสู้ แวะเข้าไปแป๊ปนึงละกัน…..

ด้วยความว่อกแวก เราก็เลี้ยวไปในร้านเกมส์กันอย่างง่ายดาย กะเข้าไปลองเล่นๆดู แต่ดันไปสะกิดเบาๆ ได้เจ้าไข่ขี้เกียจมาหนึ่งก้อน

เฮ้ย! นี่เป็นภาระนะเนี่ย!! จะเอากลับเข้าไปเก็บที่ห้องก็ขี้เกียจ วันนี้ก็เลยต้องพาไข่ไปเที่ยวด้วยกันวันนึง … อ่ะ ไปก็ไป

ออกจากร้านเกมส์ก็มาแลก Osaka amazing pass กันจริงๆซักที ฮ่าๆๆ

ที่แลกแอบหายากนิดนึง ต้องเดินเข้ามาในสถานี Nankai Namba แต่ถ้าเดินตามป้ายที่เขียนว่า Tourist Information center ก็จะเจอเอง

แลกเสร็จก็เดินทางกันเลย~

ถึงแล้ว 
จุดมุ่งหมายของเราจะอยู่ที่สถานี Osaka-Ko นั่นเอง

แม้แต่ที่ชานชลาก็มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับสัตว์น้ำ และป้ายของ Osaka Aquarium Kaiyukan ที่ทำให้รู้ว่าเรามาถึงกันแล้ว

แวะหม่ำข้าวเช้าจากมินิมาร์ท
ไก่คาราเกะร้อนๆกับข้าวปั้นคลุกแซลมอน มันเข้ากันมากกก แนะนำให้ลอง

โดยเฉพาะหนาวๆยังงี้นะ โอ้ย พูดแล้วอยากกินอีก

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อ
บ้านเมืองที่เปียกฝนอย่างนี้ก็สวยดีเหมือนกันนะ

เดินมาถึงแลนด์มาร์คของที่นี่อย่าง ชิงช้าสวรรค์ Tempozan ferris wheel แล้ว ใหญ่จริงๆ !

เจอแล้ว เป้าหมายเรา

อาคารสีสดรูปทรงแปลกตา แต่เห็นอย่างงี้ เค้าได้รับยกย่องให้เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกเชียวนะ

การมี Osaka Amazing Pass ของเรา ทำให้เราได้ส่วนลดด้วยคนละ 100 เยน ต่อแถวซื้อตั๋วแล้วก็ไปเข้าชมกันเลย

ที่นี้คึกคักกันแต่เช้า มีทั้งที่มาเป็นครอบครัวและเด็กๆที่มาทัศนศึกษากับทางโรงเรียน

ข้างในจะแบ่งเป็นหลายๆโซน ทั้งป่า ขั้วโลก และ โซนทะเล ซึ่งจะเป็นแท็งสูงมากกก

ที่เราต้องขึ้นบันไดเลื่อนไปบนสุดแล้วค่อยๆเดินวนลงมา

เพื่อเจอกับสัตว์ต่างๆตามระดับความลึกของน้ำ

ไปดูรอบๆกัน

คุณนาคตัวจิ๋ว น่ารักก

คุณคาปิบาร่า ขวัญใจเรา

แน่นอนว่าปลาต่างๆก็มีมากมาย






แมวน้ำส่วนใหญ่จะว่ายกันร่าเริงไปทั่ว


แต่มีเจ้าตัวนึง ท่าทางขี้เล่นแถมว่ายมาเล่นกับเด็กๆให้ได้ถ่ายรูปกันใกล้ๆเลย น่ารักมากก


และนี่ก็คือพระเอกของอควาเรี่ยมแห่งนี้ คุณพี่ฉลามวาฬสุดหล่อที่รักสงบและใจดี


อ้ะ เจอนักประดาน้ำดีใจทักทายเราซะด้วย

ปลาหมึกเป็นๆตัวใสแจ๋วเลย

เพนกวินกับโลมาเป็นอะไรที่ถ่ายรูปยากที่สุด เพราะนางเร็วกันมาก ถ่ายทีก็สั่น คือเห็นเลยว่าเร็วมาก

เพนกวินยังพอได้รูปบ้าง แต่โลมานี่ไม่ได้มาซักรูปเลยอ่ะ พยายามถ่ายอยู่นานมาก ฮ่าๆๆ



ปูยักษ์ตัวใหญ่มากกกกก เหมือนมันตั้งท่ากำลังจะสู้กันเลยอ่ะ กลัวนะเนี่ย


เดินไปเรื่อยๆก็เจอนี่ จำลองความหนาของกระจกที่กั้นระหว่างเรากับพวกสัตว์ทะเลทั้งหลาย ไม่ต้องกลัวแท๊งจะแตกเลย

สิ้นสุดโซนแท๊งยักษ์ก็มาถึงโซนที่สงบและสวยงามที่สุดสำหรับเรา

‘แมงกระพรุน’


ดูสิ
มันมีหน้าตาแปลกประหลาดเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่ลอยไปลอยมาอยู่ในอวกาศ



แต่ดันพริ้ว สวย เรืองแสง อ่อนโยนเหมือนเป็นเจ้าสาวเลย

เลยจากโซนแมงกระพรุนก็เริ่มเห็นอะไรสีฟ้าๆอยู่บนเพดาน

ก้อนน้ำแข็งไง ใช่ เรากำลังจะเข้าสู่โซนขั้วโลกกันแล้ว

มองขึ้นไปเห็นคุณแมวน้ำขั้วโลกว่ายไปมาอยู่เหนือหัวเรา

แมวน้ำ : แฮร่ สบายจัง



ครอบครัวเพนกวิน นำโดยเพนกวินร็อคฮอปเปอร์


และสุดท้าย ตรงนี้จะเป็นบริเวณให้เราได้ทดลองสัมผัสกับ ลูกฉลาม ปลากระเบน และไข่ของปลาฉลาม


นี่เลย เห็นแบบฝักๆอย่างนี้ นี่แหละไข่ฉลามเค้าล่ะ ส่วนจับดูแล้วรู้สึกยังไงนั้น ขอให้ทุกคนมาลองเองค่ะ ฮ่าๆๆ

แวะทักทายนีโม่หน่อย เราก็จะต้องลาไปจากที่นี่กันแล้ว

บ๊ายบายนะ ไคยุคัง ☺

ออกมาก็มาแวะหาอะไรกินกันที่ tempozan market place

ที่นี่มี Lego Land ขนาดย่อมๆอยู่ด้วย แต่น่าเสียดายที่เราไม่รู้มาก่อนก็เลยไม่ได้เผื่อเวลาสำหรับเข้าที่นี่เอาไว้

มากินกันอาหารกันเลย

ระหว่างนั่งรอข้าวก็แอบไปกดสาวน้อย fuchiko มาเล่นหนึ่งตัว

มาแล้ว

จานใหญ่โตมากกก แถมรสชาติก็อร่อยด้วย คนญี่ปุ่นนี่เค้ากินจุกันจริงๆนะ


อิ่มแล้วก็ออกมาเดินยืดเส้นยืดสายกันแถวอ่าว

และแน่นอน ตามพยากรณ์อากาศจาก AccuWeather สุดแม่นของเรา ฝนก็หยุดตกแล้ว!! เย้~~~

บรรยากาศดี๊ดี เห็นอย่างงี้แต่แอบหนาวเหมือนกันนะเนี่ย


เห็นเรือ Santa maria ลอยมาไกลๆ

เดินต่อมาที่สวนเล็กๆระหว่างทางเดินกลับ เจอใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองๆแล้วด้วยย





แถมใต้ต้นไม้ก็มีแก๊งแมวอยู่กันเยอะมาก 5-6 ตัวมั้ง อ้วนขนปุย น่าจับฟัดกันทุกตัว



พอเล่นกับคุณแมวจนหนำใจเราก็เดินทางต่อกันทันที


โดยบ่ายวันนี้ทั้งวันขอมอบให้ Shinsaibashi – dotonbori กันไปเลยยย เดินให้ขาแหกกันไปข้าง

มาถึงปุ๊บก็เจอ uniqlo กับ H&M ยืนต้อนรับกันหน้าสลอนเลยทีเดียว


อย่างที่รู้กัน ที่นี่มีทุกอย่างที่นักช็อปต้องการนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า อาหาร เครื่องสำอางค์ รองเท้า ขนม ของฝาก

ก็ละลานตานานาชนิดกันอยู่แล้ว เราจะไม่เจาะละเอียดให้เสียเวลา เดินดูรอบๆแล้วตะลุยไปด้วยกันเล้ยยย



แวะกินหนมเติมพลัง แอบชิมสองรส เป็นไส้คัสตาร์ดกับไส้ครีมชีส

อันนึงหวานๆอีกอันเปรี้ยวๆ ส่วนตัวแล้วชอบเปรี้ยวๆอย่างอันครีมชีสมากกว่า


เดินไปเดินมา รู้ตัวอีกทีก็มืดแล้วอ่ะ เฮ้ย ทำไมเร็วจัง

พอมาดูเวลาก็เลยรู้ว่า ญี่ปุ่นฤดูใบไม้ร่วงนี่มืดเร็วมาก ประมาณ 5 โมงก็ฟ้ามืดสนิทแล้ว


แต่ไม่เป็นไร ความมืดไม่ใช่อุปสรรคสำหรับสถานที่นี้ เราจะยังคงตะลุยกันต่อไป



ค้นพบร้าน Pablo ชีสพายในตำนาน 1 หน่วย



ไม่พลาดค่ะ จัดมา 1 กล่อง โดยทางเราให้เลือกระหว่าง แรร์ และ มีเดียมแรร์

แต่ด้วยความที่สาขานี้ไม่มีที่นั่งและไม่อยากวุ่นวาย เราก็เลยขอจัดมีเดียมมาแทน


ชิ้นใหญ่มากก ก็แวะหาที่นั่งเจาะกินกันหนาวๆริมถนนนั่นแหละ ฮ่าๆๆ

อร่อยยย ตอนแรกแอบคิดว่าน่าจะเลี่ยนกินไม่หมดแน่แต่จริงๆไม่เลี่ยนเลย กินได้เรื่อยๆ

(แต่ด้วยความที่ชิ้นใหญ่โตมาก ก็แช่ตู้เย็นไว้กินได้หลายวันอยู่)


กินเสร็จก็เดินต่อ ใกล้ถึงสะพาน Ebisu กันแล้ว นั่นไงป้ายกูลิโกะอันโด่งดัง


สะพาน Ebisu ตั้งชื่อตาม 1 ใน 7 เทพแห่งความสุขของญี่ปุ่น หรือ เทพเอบิสึ นั่นเอง

แถมเทพเอบิสึยังเป็นเทพเจ้าแห่งการค้าและโชคลาภซะด้วย ช่างเหมาะกับความคึกคักและแสงสีของย่านการค้าที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้จริงๆ



คลอง Dotonbori นี่สว่างไสวคึกคักไปจนสุดสายตาเลยอ่ะ

คนเยอะมากสมกับเป็นแลนด์มาร์คสุดฮิตของโอซาก้า

เมื่อถ่ายรูปสะพานกันจนพอใจก็ถึงเวลาตัดสินใจ 
เพราะที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเราก็คือ ถนนคนเดิน ebisu bashisuji นั่นเอง

แต่ไม่ใช่แค่นั้น ด้านซ้ายและขวายังประกบข้างด้วยถนนเลียบคลองที่เต็มไปด้วยร้านอาหารนานาชนิดๆ


โอ้ย มันเป็นย่านที่เดินเท่าไหร่ก็ไม่หมดจริงๆ เอาไงดี

ด้วยความฟิตก็เลยตัดสินใจกันว่า ก็ไปทีละอันเลยละกัน ไหนก็มาละ ต้องเก็บให้เรียบ!!

ไปกันเลยย




เผลอแป๊ปเดียวก็ได้ทาโกะยากิมาจากร้านคุณหมึก


เจอแล้วร้านปูยักษ์ในตำนาน ว่าจะจัดก้ามปูมากินซะหน่อย แต่ที่หน้าร้านดันแปะป้ายว่า Sold out ซะงั้นอ่ะ ฮืออ ทำไมมม

แกเป็นย่านกลางคืนไม่ใช่หรอ นี่ก็ว่านี่มาเร็วแล้วน้า


ไม่เป็นไร ถึงจะอกหักจากปูแต่เราก็ยังมีอย่างอื่น
จัดเกี๊ยวซ่ามาเลยค่า จากร้าน Osaka Osho ที่มีสาขาในไทยด้วยนะะ

ทำกันสดๆร้อนๆ


200 เยน เท่านั้น ถูกมากกก ประมาณ 60 บาท ซื้อในไทยยังไม่ได้ราคานี้เลย และที่สำคัญคือ มันอร่อยยย!!!


เสร็จจากเกี๊ยวซ่าก็ออกมาเจอร้านข้างๆ เอ๊ะ ทาโกะอีกแล้ว แหม่ จัดมาอีกซักเซ็ทซิ พี่ยังอยากกินอยู่เลย

ร้านนี้ปลาหมึก (บนป้ายร้าน) ตัวใหญ่กว่าร้านแรก แต่รสชาติไล่เรี่ยกัน อร่อยทั้งคู่ แต่ร้อนมากก


พักจากอาหารการกินแป๊ปนึง

ท่ามกลางความวุ่นวายและคึกคักในย่าน Dotonbori


ยังมีสถานที่ๆเงียบสงบที่สุดอย่างวัดซ่อนตัวอยู่ด้วย

เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ผ่านร้านอาหารสวยๆไปไม่กี่อึดใจก็จะถึง
วัด Hozenji วัดเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางย่านที่มีสีสันที่สุดในโอซาก้า



ภาพวัดยามค่ำคืนแบบนี้มันเป็นอะไรที่แปลกตาแต่น่ารักมากเลยนะ


ถึงจะอยู่ในย่านแห่งความคึกคักแต่ผู้คนที่นี่ก็ยังไม่ลืมความสงบ เราไม่ได้เห็นวัดร้างๆที่ถูกทอดทิ้ง ทั้งวัดและผู้คนมีชีวิตชีวา


คนมาสักการะไม่ขาดสาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาบรรยากาศแห่งความสงบเอาไว้ได้ด้วย



เป็นสถานที่ๆปรับตัวและกลมกลืนไปกับราตรีของย่าน Dotonbori ได้อย่างสวยงามจริงๆ



ออกมาไม่ไกล ร้านรวงและป้ายนานาชนิดก็รอต้อนรับกันเต็มถนน แต่ละร้านก็อลังการงานสร้างกันสุดๆ




เดินกันจนเหนื่อยก็แวะกดไอติมกูลิโกะซะหน่อย

อันนี้เป็นรสมิ้นช็อคชิพ อร่อย~

เดินไปกินไป รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงโรงแรมแล้ว นอนเถอะ แล้วพรุ่งนี้จะได้ตื่นมาลุยโอซาก้ากันต่ออีกวัน ;)

 


 

02.11.2012 : OSAKA CASTLE – TENJINBASHI-SUJI – UMEDA SKY BUILDING

เช้าแล้ว
เรารีบตื่นกับอย่างร่าเริงเพราะตามพยากรณ์อากาศสุดที่รัก วันนี้จะเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสไร้ฝน เย้!

วันนี้เราตื่นเช้ากันหน่อย (7โมงนี่เช้าแล้วหรอ..?) เพราะเรามีแผนจะไปกินซูชิเจ้าดังอย่างร้าน Endo sushi ที่ตลาดปลากัน

วิธีไปก็ง่ายๆเลย สามารถขึ้นใต้ดินไปลงที่สถานี tamagawa หรือ สถานี awasa ก็ได้ เดินพอๆกัน

พวกเราเลยเลือกไปทาง tamagawa แล้วกลับทาง awasa ซะเลย จะได้เดินเล่นชมเมืองหลายๆแบบ

ขึ้นบนมาใต้ดินปุ๊บก็เจอท้องฟ้าสดใส บ้านเมืองแถวนี้สงบน่ารักมากกกก

รถน้อย อากาศเย็นสบาย เดินๆไปก็เจอคนพาหมามาเดินเล่นบ้าง ออกมาวิ่งบ้าง





แวะกดชานมอุ่นๆมาจิบแก้หนาว

ที่โอซาก้าเราจะเห็นป้ายบอกชื่อต้นไม้แบบนี้อยู่ทั่วๆเมือง ถึงจะอ่านไม่ออกแต่ก็น่ารักดีนะ


ใกล้จะถึงแล้ววว

เริ่มเจอคนไทยเดินสวนกันมา แอบฟังได้ยินบทสนทนานิดหน่อย (เฮ้ย ไปแอบฟังเค้าทำไม)

สาว A : เนี่ย ไว้วันหลังจะกลับมากินอีกให้ได้เลย

สาว B : ใช่ๆๆ

สงสัยมันต้องอร่อยมากแน่เลยอ่ะ เค้าอยากกลับมากินอีกด้วย รีบเดินดีกว่า หิวแล้วววว

ว่าแล้วเราก็รีบเดินเข้าไปเรื่อยๆพร้อมกับเปิดกูเกิ้ลแมพดูพิกัดว่าร้านอยู่ตรงไหนของตลาด

ในขณะนั้นเอง ก็มีคุณลุงคนญี่ปุ่นคนหนึ่งพุ่งเข้าชาร์ตเรา

คุณลุง : จะไปไหนล่ะ

เรา : endo sushi ค่ะ

คุณลุง : โน่ๆๆ (ทำมือเป็นกากบาทอันใหญ่)

เรา : คะ?

คุณลุง : โน่ๆๆ ยาซุหมิ all of this ยาซุหมิ (ทำกากบาทอันใหญ่ขึ้น)

เรา : อ๋อออ … it’s close ?

คุณลุง : YeaHHH

(คุณลุงจากไป)

เฮ้ย!! มันจะปิดได้ไงอ่ะ! เราว่าเราเช็ควันหยุดมาแล้วนาา

ลุงมั่วป่าวว ก็เห็นมีคนไทยเดินกลับออกมาอยู่นะ แถมเค้าบอกว่าจะกลับมากินซ้ำด้วย…

เอ๊…หรือที่เค้าพูดว่า… “เนี่ย ไว้วันหลังจะกลับมากินอีกให้ได้เลย” ไม่ได้หมายความว่ามันอร่อยจนต้องกลับมากินซ้ำ….

แต่มันหมายความว่าเค้าอดกินใช่มั้ย!!

โอ้ย ใช่เลย รู้เรื่องงง

อ่ะ ไหนๆก็เข้ามาแล้ว แวะมาแชะรูปหน้าร้านซักหน่อย หาไม่ยาก ตรงเข้าไปอยู่ทางซ้ายเลย

จริงๆร้านข้างๆก็มีเปิดอยู่ แอบเห็นมีคนที่มาแล้วพลาดเหมือนกันเข้าไปนั่งกินแก้เหงา แต่ไม่เอา! เราเข้มแข็ง! เรามาที่นี่เพื่อกิน Endo sushi!

เราจะมากินอะไรก็ได้แค่เพราะ Endo sushi ปิดไม่ได้! เพราะฉะนั้นทุกคนจงระวัง เช็ควันเวลากันให้ดีนะรู้ไหม!

AM 5:00 – PM 2:00 (Close: Sundays, Holidays) 
ไอ้คำว่า Holidays นี่เองที่พาซวย ฮืออออ

ก็ใครจะไปรู้อ่ะ ว่า Holidays ของญี่ปุ่นนี่มันวันไหนบ้าง TT

เอาเถอะ ไม่เป็นไรๆ ถือซะว่ามาเดินเที่ยวก็แล้วกัน บรรยากาศดีๆรอบๆตัวถือว่าพอทดแทนกันได้อยู่

แวะถ่ายรูปริมทะเลแล้วเดินกลับไปขึ้นรถใต้ดินไปเที่ยวต่อกันดีกว่า

เลยจากตลาดปลา (ที่ปิด) มานิดเดียวก็จะถึงทางเดินริมน้ำและสะพาน

ชาวประมงก็มาส่งปลาที่ตลาดกันทางนี้แหละ พอมันปิด ก็แสนสงบดีเหมือนกันนะ




เดินมาไม่นานเราก็จะมุดลงดินไปเที่ยวกันต่อแล้ว


ปราสาทโอซาก้านั่นเอง!

คราวนี้เราจะไปลงกันที่สถานี tanimachi 4-chome

ขึ้นมาแล้วก็เดินกันไป อากาศเย็นสบายทำอะไรก็ไม่เหนื่อย~

ผ่านลานของ osaka museum of history ที่เราอดไป (เพราะไม่รู้จะยัดลงไหนแล้วTT)


อ๊ะ ใบไม้แดงงง

จากตรงนี้ก็อีกไม่ไกลแล้ว

ข้างๆ osaka museum of history เป็น สถานีโทรทัศน์ NHK หน้าด้านมีจัดงานอะไรสักอย่างที่มีโดโมะคุงตัวโหญ่

แต่เค้ายังไม่เริ่มงาน เราก็เลยไม่ได้แวะไป


เข้ามาในสวนของตัวปราสาทกันดีกว่า เย้

เป็นเพราะอากาศดีๆ ก็เลยมีคนมานั่งเล่นนอนเล่นในสวนกันเยอะแยะเลย

มองเห็นตัวปราสาทแล้ว

สวยมากกกก ใหญ่มากกกก กำแพงหินพวกนั้นนี่ เห็นอย่างงี้จริงๆสูงมาก



เป็นวันที่อากาศดีจริงๆ




แอบเจอชิบะคุง 
ที่ปราสาทโอซาก้ามีคนพาน้องหมามาเดินเล่นเยอะมาก เจอเป็นสิบๆตัวเลย น่าร้าก




ปิ๊บๆๆ ปิ๊บๆๆๆ

เรด้าตรวจพบอาหาร เรด้าตรวจพบอาหาร

แวะซะหน่อย ยังไม่กินมื้อเช้าเลยอ่ะ

โอเด้ง!

อร่อยมากกก ฮือออ อร่อยแบบฟ้าประทาน น้ำมันหวานหอมมากกกก ตัวโอเด้งเหนียวนุ่มกลมกล่อม รู้เลยว่าเคี่ยวมานาน

อร่อยแบบความทรงจำเกี่ยวกับโอเด้งทั้งหมดที่เคยกินไร้ค่าไปเลย นี่มันอาหารชนิดเดียวจริงๆเรอะ!

จัดเป็นอาหารที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย เวอร์มาก ฮ่าๆๆๆๆ

คาราเกะ!

เป็นของโปรดเราอยู่แล้ว เจอทุกที่จัดทุกรอบ ทริปนี้กินไปประมาณห้าหกครั้งได้ 555 อร่อยมาตรฐานค่ะ

ซอฟฟุคุรีมุ! (กระแดะไปงั้น5555)

เป็นรสวนิลลา-องุ่น อร่อยๆๆ อยากลองกินแบบองุ่นล้วน ชอบที่มันเป็นรสผลไม้แบบไม่ผสมนม เปรี้ยวๆหวานๆอร่อยดี

ไปกันต่อ

สวยจัง ให้ความรู้สึกเป็นร่มไม้แห่งความสุข

แฮ่ แวะกินหนมอีก อันนี้เป็นคล้ายๆที่อยู่ในโอเด้งแต่เอามาย่างแทน ข้างในมีไส้ชีส

อร่อยเหมือนกันแต่ยังแพ้โอเด้ง (ฝังใจ) ฮ่าๆๆๆ


ร้านขนมของฝากดักหน้าดักหลังกันเลยทีเดียว





แวะกดคุณไข่ ยืดดดด ดด ดด

เจอตัวปราสาทแล้ว (สักที)

สวยงามสมการรอคอย


เราว่าปราสาทนี้เป็นปราสาทที่ดูสดใสดีนะ

ถ้าเทียบกับปราสาทคุมาโมโตะที่เคยไปมา อันนั้นจะดูแข็งๆเข้มๆน่าเกรงขาม แต่อันนี้จะดูสว่างสดใสเป็นมิตรกว่า

ชมวิว



มองลงไปเห็นน้ำที่ล้อมรอบปราสาท มีเรือล่องอยู่ด้วย


ชมวิวเสร็จก็จะเข้าไปในตัวปราสาทกันแล้ว

ภายในจะจัดแสดงประวัติศาสตร์ ข้าวของ ที่มีความเกี่ยวข้องกับปราสาทโอซาก้าและสังคมในยุคนั้น


ถ่ายรูปได้แค่บางชั้น ต้องคอยอ่านป้ายเตือนดู เราสคิปๆไปชั้นบนกันเลย

หลากสีไปสุดลูกหูลูกตาเลย มองได้ไม่มีเบื่อ สวยยยย




หลายคนบอกว่า คันไซสวยที่สุดเวลาที่มีใบไม้แดง

แต่เรากลับคิดว่าช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีหลากหลายสีสันทั้งเขียว แดง เหลือง ส้ม อย่างนี้ ก็มีเสน่ห์ออกนะ ว่ามั้ย

ยิ้ม


พอเรากลับลงมา ในสวนเริ่มคึกคักขึ้น มีทั้งเด็กๆมาหัดขี่จักรยาน เล่นเบสบอล นั่งปิกนิก เป็นสถานที่ๆสำหรับทุกคนจริงๆ





ต่อไปเราจะไปกันที่ ถนนคนเดิน Tenjinbashi-suji กัน

เป็นถนนคนเดินที่เรียบง่าย ไม่พลุกพล่าน ที่สำคัญคือ ข้าวของและอาหารราคาถูกมาก!


เผลอแป๊ปเดียว ซื้อไก่คาราเกะมากินอีกละ!


ถนนยาวมากกกก เดินเหนื่อยเลย 2 ป้ายรถไฟใต้ดิน



เพราะฉะนั้นขากลับเราก็เลยตัดสินใจว่าจะนั่งใต้ดินมาลงสถานีกลางทางแล้วเดินต่อ จะได้เดินเที่ยวด้วยแล้วก็ได้นั่งพักขาด้วย

แต่… รู้ตัวอีกที….พอลงจากรถไฟใต้ดินที่สถานีกลางทาง ด้วยความงงเราก็โผล่ออกมานอกถนนคนเดินซะงั้น
แง่

สงสัยออกผิดฝั่งอ่ะ ต้องข้ามถนนกลับไป


แต่เอ๊ะ ตรงนั้นใกล้ๆนั่นดูเหมือนสวนสาธารณะอะไรสักอย่าง ไหนๆก็ผ่านมาและ แวะไปนั่งเล่นพักเหนื่อยหน่อยละกัน ไปกันเเถอะะ

ที่นี่เป็นกึ่งๆสวนสาธารณะและสนามเด็กเล่น มีทั้งสไลด์เดอร์ หน้าผาจำลอง แล้วก็ท่อที่สามารถคุยกันได้จากที่ไกลๆ



บรรยากาศดีมากกกก รู้สึกจิตใจและร่างกายได้รับการเยียวยาอีกครั้ง ฮ่าๆ



สไลด์เดอร์ที่อยู่บนเนินของเด็กตัวจิ๋วววว น่าร๊ากกก ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจก็อยากไปสไลด์ด้วยคนอ่ะ

แดดอ่อนๆ อากาศเย็นสบาย ใบไม้สีเหลืองๆแดงๆ เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะลงไปนอนกลิ้งบนพื้นหญ้า มันดีจริงๆ~



สิ่งที่มองแล้วทำให้ตกหลุมรักได้ทุกครั้งก็คือการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นนี่แหละ ทั้งเด็กๆที่มาวิ่งเล่น ครอบครัวที่มานั่งพักผ่อน

วัยรุ่นที่มาเล่นกีฬา มันสงบสุขมากเลย แค่มองก็รู้สึกดีแล้ว

เด็กน้อยเล่นกับฟองสบู่

ออกนอกเส้นทางพักผ่อนกันจนพอใจเราก็ข้ามถนนกลับสู่ถนนคนเดิน tenjinbashi-suji กันอีกครั้ง

แวะซื้อเค้กที่ร้านหน้าตาน่ารักซะหน่อย

น่ากินไปหมดทุกอย่าง



นอกจากน่ากินแล้วยังน่ารักมากๆด้วย



ซื้อเค้กเสร็จก็เดินเล่น ทะลุออกมาอีกทีฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว

ณ ตอนนี้ รู้สึกตัวเลยว่า…ร่างกายและฝ่าเท้าเริ่มไม่ไหวแล้ว ร้องกันระงม แง่

แต่แผนการของเรายังไม่จบเท่านี้ จะมายอมแพ้แค่นี้ได้ไง ญี่ปุ่นไม่ได้มาได้บ่อยๆนะเฮ้ย! สู้ดิเฮ้ย!

สู้ๆๆ แต่ว่า.. “ง้านนกลับไปนอนพักเปื่อยที่โรงแรมซักชั่วโมงนึงก่อนละกันน้าา” (บอกตัวเอง)

ว่าแล้วเราก็เดินอย่างช้าๆพยุงร่างกลับเข้าโรงแรมกัน
หม่ำเค้กที่เพิ่งซื้อเติมพลังแล้วก็นอนพักซักงีบพอให้ร่างกายหายโกรธ



จิตใจ : ตื่นๆๆ ตื่นได้แล้วร่างกายยย เราต้องไปเที่ยวเล่นกันต่อละน้าาา

ร่างกาย : อืออออ ไปไหนนน

จิตใจ : ไป Umeda Sky Building !!

ออกมาตั้งหลักกันที่สถานี OSAKA

เปิดแมพดูแล้วไกลเหมือนกันนะเนี่ย… เดินผ่านห้างทีก็จะตบะแตกเลี้ยวเข้าห้าง




มองเห็นตึก Umeda Sky Building แล้ววว

จักรยานเช่าของโอซาก้า สวย สะอาด และสภาพดีมากๆ

เลยห้าง GRAND FRONT OSAKA มานิดนึง พอข้ามถนนก็จะเจอกับอุโมงค์ลับแลที่จะพาคุณทะลุไปสู่  Umeda Sky Building อันไกลโพ้น

ยาวไกลเหลือเกิน….

แฮร่ โผล่แล้ว
สวยยย

เข้าไปข้างในกันเลย


มีโมเดลจำลองของตัวตึกด้วย


สำหรับผู้ที่ใช้ Osaka Amazing pass อย่างเราๆ เข้าฟรีด้วยนะฮะ เย่เย่

ปีนบันได(เลื่อน)กันขึ้นไป

แน่นอนว่าร้านขายของฝากจะดักคุณจากทั่วทุกทิศทาง
แต่อย่าเสียเวลา เราขึ้นไปชั้นดาดฟ้ากันเลยดีกว่า

ชั้นดาดฟ้าของ Umeda Sky Building จะเป็นวงกลมยาวๆ สามารถเดินวนชมด้านต่างๆได้รอบตัว

ขอเตือนว่า ข้างบนหนาวมากกก แนะนำให้พกเสื้อกันหนาวดีๆจะเป็นศรีแก่ตัวค่ะ

ระยิบระยับ แค่พื้นก็สวยแล้ว~


วิวอลังการมากกก โอซาก้านี่เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับจริงๆ มองเห็นแสงสีไปไกลสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว



มองเห็นถน และ ทางรถไฟ ข้ามแม่น้ำ หลายสายเลยทีเดียว


แอบเห็นชิงช้าสวรรค์ Tempozan ที่เราไปมาเมื่อวานอยู่ไกลลิบๆด้วยนะ


ด้วยความหิวและความหนาว เรารีบอพยพลงไปจากที่นี่กันดีกว่า

ตามแผนของเรา พอชมวิวเสร็จก็จะแวะลงมากินโอโคโนมิยากิร้านดังในใจชาวไทยอย่างร้าน kiji กัน

แต่ทว่า….
พอลงมาถึงก็พบว่ามันคนเยอะมากกกก แทบจะล้นออกมาจากร้านกันอยู่แล้ว ความหิวระดับนี้รอไม่ได้จริงๆค่ะ

ยังไม่ได้กินอะไรที่เป็นชินเป็นอันเลยทั้งวันอ่ะ ม่ายรอแล้วววอะ ไหนๆก็ลงมาแล้ว

ถ่ายรูปรอบๆไว้หน่อย ตรงนี้คือโซนร้านอาหารที่อยู่ชั้นล่างของ Umeda Sky Building



เจ้าหมาดูเศร้าพอๆกับความหิวของพวกเรา

ไม่ไหวแล้ว ยิ่งเดินออกมาแล้วพบว่าต้องมุดกลับเข้าไปในอุโมงค์มหาภัยอันยาวนานอีกรอบก็ยิ่งหิว ฮืออ

พอโผล่ออกมาก็ใช่ว่าจะหาอะไรกินได้ทันที ร้านนู้นก็คนเต็ม ร้านนี้ก็มีแต่ต้องยืนกิน ร้านนั้นก็แพงเกิน


แต่และแล้วเราก็ได้เจอนั่น! แสงสีส้มอันเรืองรองที่คุ้นเคย ‘Yoshinoya’ นั่นเอง!! รอดตายแล้ววว

จัดมาเลย สองคนสามจาน ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวหน้าเนื้อย่าง เซ็ทสุกี้ยากี้เนื้อ

มีไม้แขวนเสื้อให้แขวนสูทด้วยนะะ

ฟินเหมือนได้เกิดใหม่ น้ำตาจะไหล TTTTTT

เป็นอาหารที่ตอบโจทย์มากทั้งในเรื่องความหิว ความหนาว ปริมาณ และคุณภาพ
ซดจนหยดสุดท้ายกันเลยทีเดียว



พอกินเสร็จเราสองคนก็กลับที่พักหลับเป็นตายทันที รู้สึกเลยว่าวันนี้เป็นวันที่ยาวนานมากจริงๆ 55555

แต่นี่น่ะมันเพิ่งจะเริ่มต้น! อีก 5 เมืองข้างหน้ายังรอเราอยู่!

ติดตามการเดินทางช้าบ้างเร็วบ้างของเราได้ใหม่ในวันต่อๆไปกับเมืองที่ 2

เมืองน่ารักที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ศิลปะและการดีไซน์อย่าง….. ‘KOBE’

:)

แล้วพบกันใหม่

つづく นะฮะ

บ๊ายบาย ~


ชอบบทความนี้ ติดตามรีวิว ท่องเที่ยว อาหาร ไลฟ์สไตล์ ต่อๆไปของเรา
กดไลค์ Facebook Fan Page : somewhere only we go ได้ที่ด้านล่างนี้กันนะฮะ :)

Comments :